วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พลังกายทิพย์เพื่อสุขภาพ เขียนโดย คุณย่าเยาวเรศ บุนนาค

 โดย คุณย่าเยาวเรศ บุนนาค

        ในสากลจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ เต็มไปด้วยความลี้ลับมหัศจรรย์มากมาย เหนือความสามารถของมนุษย์ธรรมดาทั่วไป ที่จะรับรู้ได้ นอกจากบุคคลที่มีจิตมั่นคง มีอำนาจสมาธิ จึงจะรับรู้สิ่งอัศจรรย์ที่มีอยู่ในสากลจักรวาล 

       การให้ผู้ป่วยเรียนวิชานี้เพื่อชำระ ล้าง เปรียบเหมือนทุกคนมีเครื่องจักรอยู่ในตัวขับเคลื่อนมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งควรให้ความสนใจดูแล ทำอย่างไรจึงจะทำให้ภายในร่างกายของเราสมดุล วิชาพลังกายทิพย์ที่สอน 6 วัน จะสอนธรรมชาติในจักรวาลกับธรรมชาติในกายมนุษย์ พลังสำคัญรอบตัวเราที่เรียกว่า พลังคอสมิค ซึ่งหากได้เรียนรู้แล้วก็จะสามารถนำพลังคอสมิคออกมาใช้บำบัดรักษาโรคได้


พลังคอสมิคมี ความแรงมากเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่รอบกายมนุษย์ หากฝึกวิชาพลังกายทิพย์แล้วก็สามารถที่จะรับพลังคอสมิกให้เข้ามาสู่ร่างกาย ตามตำแหน่งจักระทั้ง 7 แห่ง จักระสามารถเปิดรับพลังคอสมิครอบๆ ตัวเราเข้าสู่ร่างกาย นำไปพัฒนาจิต พัฒนาร่างกายที่เจ็บป่วยให้หายได้อย่างมหัศจรรย์
พลังคอสมิคทั้ง 7 สี คือ สีแดง ส้ม เหลือง เขียว ฟ้า คราม ม่วง เมื่อรวมกันแล้วเป็นสีขาว Spectrum ซึ่งเห็นเสมอในระบบจักรวาลคือ สีของสายรุ้ง สีเหล่านี้เป็นตัวยาทั้งสิ้น จักระมนุษย์จะเปิดหมุนอยู่ตลอดเวลาไม่เคยปิด จะหมุนเร็วช้าอยู่ที่การปฏิบัติตัวของมนุษย์ จักระในร่างกายมนุษย์ มี 7 แห่ง
จักระที่ 1 มี 4 เส้นแสง สีแดง ชื่อ มูลลัดดา เป็น รากฐานของระบบจักระ ตั้งอยู่ที่ระหว่างอวัยวะสืบพันธุ์กับทวารหนัก จักระนี้เป็นพื้นฐานของพลังชีวิต และเป็นกลไกที่จะทำให้ชีวิตอยู่ได้ จักระนี้ทำหน้าที่ดูดซับพลังคอสมิคที่พุ่งขึ้นมาจากใจกลางโลกตลอดเวลาเพื่อ ทำงานร่วมกับจักระที่ 2
จักระที่ 2 มี 6 เส้นแสง สีส้มสด ชื่อ สวัสดิ์ธนา ตั้ง อยู่ที่ปลายกระดูกสันหลังใต้ก้นกบ เป็นจุดศูนย์กลางเกี่ยวกับพลังงานทางเพศ มีหน้าที่ดูดซับพลังที่ได้รับจากดวงอาทิตย์มาเก็บไว้ และกระจายพลังที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ ตรงกับต่อมเพศ (Gonads)
จักระที่ 3 มี 10 เส้นแสง สีเหลือง ชื่อ มณีปุระ ตั้ง อยู่ที่บริเวณสันหลังบริเวณเอวระดับที่ตรงกับสะดือ เป็นที่เก็บพลัง เป็นคลังมหึมาของพลังเหมือนเตาปรมาณู ดูแลส่งพลังให้เลื่อนขึ้นไปตรงกลางอก จักระนี้เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารทั้งหมด ผลิตเม็ดโลหิต ตรงกับต่อมหมวกไต Adrenal gland จักระนี้ควบคุมอวัยวะใน ท้อง ตับ กระเพาะ และ ลำไส้
จักระที่ 4 มี 12 เส้นแสง สีเขียว ชื่อ อนัตตา ตั้ง อยู่ที่ตรงกลางกระดูกสันหลังระดับที่ตรงกับหัวใจ เป็นศูนย์รวมของความรัก การพัฒนาจิตใจ ความเมตตา กรุณา และความเสียสละ จักระนี้ควบคุม หัวใจ เส้นเลือดหัวใจ ควบคุมไขมันในเส้นเลือด ตรงกับ Thymus gland จักระนี้ควบคุม หัวใจ และระบบหมุนเวียนของโลหิต
จักระที่ 5 มี 16 เส้นแสง สีฟ้า ชื่อ วิสุทธิ ตั้ง อยู่ที่บริเวณตรงกระดูกต้นคอระดับตรงกับคอหอย เป็นจักระที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ หอบหืด โรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง ตรงกับ Thyroid gland จักระนี้ควบคุม ปอด
จักระที่ 6 มี 96 เส้นแสง สีไพลิน (น้ำเงิน) ชื่อ อัจนา ตั้ง อยู่ที่กลางหน้าผาก เป็นจักระที่เปรียบเสมือนดวงตาของปัญญา จักระนี้ใช้เป็นดวงตาที่สาม และ พาหนะแห่งญาณวิเศษสำหรับการติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน ตรงกับ Pituitary gland จักระนี้ควบคุม สมองส่วนล่าง และ ระบบประสาท
จักระที่ 7 มีทั้งหมด 972 เส้นแสง ตรงกลางเป็นสีทอง มี 12 เส้นแสง รอบๆ คลุมด้วยเส้นแสงสีม่วง 960 เส้นแสง ชื่อ สหัสรา ตั้ง อยู่ที่กลางกระหม่อม เป็นจักระที่เปรียบเสมือน มงกุฎดอกบัว เป็นศูนย์ควบคุมทุกจักระในร่างกาย เป็นสถานที่รับพลังคอสมิค และกระจายไปทั่วร่างกาย เป็นจุดที่สามารถรักษาอาการเจ็บป่วย ซึ่งจักระอื่นๆไม่สามารถจะรักษาได้โดยตรง เป็นฐานใหญ่ของมนุษย์ ทุกครั้งที่กำหนดจิตอยู่ที่จักระที่ 7 จะทำให้จักระที่ 7 นี้ หมุนเร็วขึ้น และจะทำให้จักระอื่นๆในร่างกายหมุนตามด้วย จักระที่ 7 ตรงกับ Pineal gland จักระนี้ควบคุมอวัยวะสมองส่วนบน ระบบประสาท ระบบโครงสร้าง ระบบหมุนเวียนทั่วร่างกาย Pineal gland ที่จักระที่ 7 เชื่อมต่อกับ Hypothalamus คือ สถานีเรดาร์ คอยแจ้งว่าเกิดอะไรขึ้นในร่างกาย และเป็นตัวสั่ง Hypothalamus ให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในร่างกายมนุษย์ มีเชื้อโรคอะไรแอบเข้ามาก็จะสั่งไปที่ต่อมใต้สมอง ต่อมใต้สมองก็จะสั่งให้ต่อมของร่างกายในส่วนนั้นไปต่อต้าน และ จะสั่งเม็ดเลือดขาวไปจัดการกับเชื้อโรคดังกล่าว ในสมองมนุษย์มีเส้นประสาท 12 คู่ เส้นประสาทที่ ASTRARA ยกย่องมาก คือ คู่ที่ 10 เรียกว่า Vagus Nerve เป็นคู่ที่สำคัญที่สุด
ปัจจุบัน มีหน่วยงานที่เห็นความสำคัญของวิชาพลังกายทิพย์ คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้จัดให้คณะของคุณย่าเยาวเรศไปสอนวิชาพลังกายทิพย์ให้แก่พนักงานขององค์กร ดังกล่าว โดยมีการสนับสนุนให้เปิดการสอนไปแล้วหลายรุ่น ทำให้งบประมาณค่ารักษาพยาบาลของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคลดลงได้
มีการยกตัวอย่างผู้ป่วยที่ได้รับผลดีจากการรักษาด้วยพลังกายทิพย์ 2-3 ตัวอย่าง
 นางจุฑา ลิ้มสุวัฒน์ บันทึกรายงาน

พลังคอสมิค
ค.ศ.1925 โรเบิร์ต เอ มิลิแคน นัก ฟิสิกส์จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ค้นพบ รังสีคอสมิค และ สันนิษฐานว่าดวงดาวชื่อ พัลซาร์ ใน เนบูลารูปปู เป็นต้นกำเนิด เนื่องจากมันกระพริบส่งพลังงานเหมือนกับเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในจักรวาล
รังสีคอสมิค เป็น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่มีช่วงคลื่นสั่นแรงกว่า รังสีแกมม่า องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นโปรตอน 90% และ พบอิเล็กตรอน อนุภาคแอลฟ่า 9-10 Herzt ด้วย จึงมีทั้งขั้วบวก และ ขั้วลบ หมุนเวียนวิ่งวนเป็นคู่ ล่างบน ซ้ายขวา หน้าหลัง สะท้อนกระจกเงาได้ มีคุณสมบัติเหมือนพลังงานอื่นๆ แต่เข้มข้นกว่า ปริมาณมากกว่า หนาแน่นกว่า พบได้ในทุกชั้นบรรยากาศของโลก สามารถซึมซับ ทะลุทะลวงผ่านสรรพสิ่ง เครื่องกีดขวางไปได้ทุกแห่ง รังสีนี้แผ่กระจายจากนอกโลก รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพลังแสงอาทิตย์ บางส่วนผ่านดวงดาวต่างๆ จึงดูดซับแร่ธาตุแสงสีต่างๆ พุ่งเข้าสู่ใจกลางโลกด้วยความเร็วและความถี่มากกว่าแสงอาทิตย์ 10 เท่า และสะสมเป็นวงล้อมเปลือกโลก สูงจากพื้นดิน 15,000 เมตร ซึมซับเข้าไปในสรรพสิ่งต่างๆสะสมอยู่ในทั้งสิ่งไม่มีชีวิตและมีชีวิตบนโลก แร่ธาตุ พืช สัตว์ และ มนุษย์
รังสี นี้เกิดจากการที่ดวงอาทิตย์ สุริยจักรวาล และ จักรวาลทั้งหมดเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีการไหลเวียนไปทั่วทั้งจักรวาล รวมเรียกว่า พลังงานชีวิต
รังสี คอสมิคมีปริมาณเปลี่ยนแปลงตามสภาพอากาศ มีมากที่สุดในแสงแดดตอนเที่ยงวัน มีลักษณะเป็นพยับแดด แวววาว ระยิบระยับ เป็นแสงสีทอง มองเห็นด้วยตาเปล่า บนท้องฟ้ารังสีจะแยกชัดเจน หลังฝนตกมองเห็นเป็น สีรุ้ง 7 สี สีแดงจากพลังคอสมิคให้พลังมากที่สุด เป็นพลังงานที่จะปรับทุกอย่างให้มีความสมดุล
มนุษย์ รับรู้การเคลื่อนไหลของพลังชีวิตด้วยประสาทสัมผัสภายนอก คือ ตา หู จมูก ลิ้น และ กาย และ สัมผัสละเอียดภายใน คือ จิต เพียงแต่มนุษย์ได้ปล่อยปละละเลยความละเอียดภายในกายและจิต ทำให้อ่อนล้าเสื่อมสลายไปเกือบหมด คนที่มีพลังสมาธิจิตสามารถควบคุมและนำส่งพลังคอสมิคไปที่เป้าหมายได้ทั้ง ใกล้และไกล ทั้งในทางสร้างสรรดีงาม หรือ ในทางชั่วร้าย พลังจะย้อนกลับมาที่ผู้ใช้ 3 เท่า พุ่งออกจากทุกส่วนของร่างกาย สัมผัสได้โดยเฉพาะทางฝ่ามือและปลายนิ้วมือ รังสีนี้สามารถปรับอาการผิดปกติ หรือ การเสียสมดุลของอวัยวะในร่างกายคนและสัตว์ได้ (Healing Power)
การทดสอบพลังคอสมิคในร่างกาย ศาสตราจารย์ นพ.ชิน บูรณธรรม กล่าวว่าคนทั่วไปอาจทดสอบได้ดังนี้
1. ลองเอานิ้วชี้ของมือข้างหนึ่ง จี้ตรงใกล้ๆฝ่ามืออีกข้างหนึ่ง (อย่าให้ชิด) จะรู้สึกว่าเกิดความรู้สึกซู่ซ่าขึ้น ณ จุดนั้น และเมื่อเราวนปลายนิ้วชี้นั้นเป็นวงกลม ก็จะรู้สึกซู่ซ่าไปตามแนววงกลม
2. เอาปลายนิ้วทั้ง 2 ข้างมาจ่อชนกัน แล้วแยกห่างออกมา เข้าๆออกๆ จะมองเห็นคล้ายฝ้าของไอน้ำสีน้ำเงินอ่อน วิ่งเป็นเส้นระหว่างนิ้วนั้นๆ และถ้ารวบนิ้วของแต่ละมือมาชิดกันแล้วมองภาพอะไรก็ได้ ผ่านทางช่องนิ้วของมือทั้ง 2 จะเห็นภาพนั้นมัวๆคล้ายผ้าไอน้ำมาบัง (อย่ามองย้อนแสง)
3. ลองเอาฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง เข้ามาใกล้กันที่สุด แล้วแยกห่างราว 4-5 นิ้ว เข้าๆออกๆหลายๆครั้ง ในที่สุดลากเข้าให้ชิดกันอีกจะรู้สึกว่ามีแรงต้านเกิดขึ้น
พญ.กานดา ปัจจักขะภัติ รายงาน
ที่มา : การบรรยาย เรื่อง “พลังกายทิพย์เพื่อสุขภาพ” โดย คุณย่าเยาวเรศ บุนนาค ณ ห้องประชุมเบญจกูล สถาบันการแพทย์แผนไทย วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2546 เวลา 10.00-12.00 น.


ประวัติวิทยากร
คุณย่าเยาวเรศ บุนนาค เป็นผู้ก่อตั้ง สมาคมสถาบันพลังกายทิพย์เพื่อสุขภาพได้ดำเนินการสอนมาแล้ว 8 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2538 อบรมลูกศิษย์ไปแล้วประมาณ 50,000 คน ก่อตั้งเป็นสมาคมเมื่อ พ.ศ.2544 วัตถุประสงค์ในการก่อตั้งสมาคมเพื่อการรักษาโรคร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน และเพื่อเป็นวิทยาทานแก่ประชาชนโดยไม่คิดค่าวิชา สมาคมได้เปิดอาคารที่ทำการของสมาคมเป็นที่บำบัดรักษาโรค โดยใช้อำนาจสมาธิและอำนาจพลังธรรมชาติมาช่วยบำบัด สอนวิชาพลังกายทิพย์ในระดับปฐมจักระใช้เวลา 6 วัน ซึ่งผู้ที่เรียนจบแล้ว หากนำวิชาที่ได้เรียนไปฝึกต่อไปทุกวันก็จะทำให้มีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บเล็กๆน้อยๆของตน ตลอดจนบุคคลในบ้านและเพื่อนบ้านได้
 
 
 

ที่มา http://www.thaicam.go.th

ธรรมชาติบำบัด

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต



ธรรมชาติบำบัด
เขียนโดย Mr.Jacob Vadakkanchary

        ธรรมชาติบำบัด  คือ การดูแลรักษา กาย ใจ โดยขบวนการธรรมชาติ ตั้งอยู่บนหลักว่าโรคทุกชนิด ทั้งร่างกายและจิตใจของคนเรา สามารถเยียวยารักษาตัวเองได้ ถ้าร่างกายอยู่ในสภาพสมดุลปกติ โรคร้ายต่างๆที่เกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบตัน ภูมิแพ้ หืดหอบ ฯลฯ เกิดจากการดำเนินชีวิตที่ผิดธรรมชาติ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ๆ และ รับประทานอาหารที่มีสารเคมีปนเปื้อน เช่น เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ยาปฏิชีวนะ หรือ รับประทานยาหรือฉีดยาที่ทำจากสารเคมี สารเหล่านี้จะตกค้างอยู่ในร่างกายมาก หรือการใช้ชีวิตที่เครียดเกินไป หักโหมเกินไป กังวลเกินไป ออกกำลังกายไม่เพียงพอ พักผ่อนไม่เพียงพอ ดังนั้น การดูแลสุขภาพของคนเราจะเน้น เรื่องอาหาร การรับประทานอาหารที่ดีก็จะทำให้มีสุขภาพดี สุขภาพของคนขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมของการรับประทานอาหาร Bacteria ไม่มีผลทำให้เกิดโรคต่อร่างกาย การเจ็บป่วยของคนล้วนเกิดจากอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อนที่คนเรารับประทานเข้า ไป เรื่อง ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นเรื่องของธรรมชาติที่ต้องเรียนรู้
    ขบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย มี 4 ทาง คือ ทางจมูก ทางเหงื่อ ทางปัสสาวะ และ ทางอุจจาระ คนเราควรหมั่นหายใจลึกๆ จะได้อากาศบริสุทธิ์เข้าไปในปอด เพื่อนำออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย และควรตากแสงแดดอ่อนๆ ทั้งในตอนเช้าและตอนเย็น เพื่อดูดสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นวิธีดูแลรักษาสุขภาพอย่างง่ายๆ ที่คนทั่วไปสามารถปฏิบัติได้ ในเวลาที่คนมีอาการเจ็บป่วยร่างกายจะเสียสมดุล ถ้าจะแก้ไขให้สมดุลก็ต้องปรับสภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ร่างกายมีกลไกกำจัดสารพิษอยู่ในตัวเอง เช่น เวลาไอ จาม หรือ มีผื่น วิชาธรรมชาติบำบัด อธิบายว่าไม่ใช่อาการป่วยเป็นโรค แต่ร่างกายกำลังทำความสะอาดตัวเองตามธรรมชาติ เวลามีสารพิษเข้าไปในปอด ร่างกายก็จะจาม การจามแรงๆเป็นการขับพิษออกจากร่างกาย ซึ่งธรรมชาติก็ช่วยขับพิษอยู่แล้ว การรับประทานยาแก้ไอ จะทำให้ร่างกายไม่สามารถขับสารพิษออกมาได้ การที่เราเป็นไข้ก็เป็นขบวนการทำลายเชื้อโรค เมื่อมีอาการเจ็บคอ อาการไอ ก็ให้ใช้วิธีธรรมชาติบำบัด เวลามีอาการท้องเสีย วิชาธรรมชาติบำบัดอธิบายว่า เป็นการทำความสะอาดของร่างกายครั้งใหญ่ การถ่ายให้หมดจะช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย แต่คนเราไม่เข้าใจธรรมชาติ นึกว่าท้องเสียเป็นอาการของโรค ก็เลยไปซื้อยามารับประทานให้หยุดถ่าย อาการท้องเสียหยุดทันที ทำให้อาหารปนเปื้อนสารพิษที่รับประทานเข้าไป ซึ่งร่างกายต้องการขับออก แต่เราไปรับประทานยาให้หยุดถ่าย ทำให้ร่างกายกักสารพิษเอาไว้ ซึ่งไม่ถูกต้อง วิธีที่ถูกต้องคืออย่าไปรับประทานยาให้หยุดถ่าย ถ้าเรารับประทานยาให้หยุดถ่าย พิษต่างๆก็จะซึมเข้าสู่ร่างกาย หากซึมผ่านเส้นเลือดไปที่ผิวหนังก็จะเป็นผื่น ซึมไปที่ไตก็จะเป็นโรคไต ซึมไปที่ระบบหายใจก็จะเป็นหืดหอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ต้องใช้ธรรมชาติบำบัดให้ขับพิษออกให้หมด
    แนะนำให้รับประทานอาหารมังสวิรัติ ไม่แนะนำให้อาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ เช่น หมู ปลา ท่านบรรยายว่าถ้านำเนื้อสัตว์ไปทิ้งไว้ในตู้หลายๆวันก็จะมีกลิ่นเหม็นเน่ามี สารพิษ เหมือนกับ คนที่รับประทานเนื้อสัตว์ไปหมักหมมอยู่ในลำไส้ ร่างกายก็จะได้รับสารพิษนั้นด้วย
    ในกรณีคนที่ปวดศีรษะเนื่องจากเป็นเนื้องอกที่สมอง จริงๆแล้วกลไกของร่างกายต้องการให้หยุดทำงาน หากรับประทานยาแก้ปวดศีรษะ อาการปวดบรรเทาก็ยังคงทำงานต่อไปได้ เนื้องอกก็จะลุกลามต่อไป จึงควรที่จะรักษาโดยธรรมชาติบำบัด (Health Life Style) การรับประทานยาต่างๆ เช่น Brufen, Paracetamol, Penicillin, Tetracycline ซึ่งจะมีพิษต่อตับ และไต ยาจะให้ผลดีในระยะสั้น แต่จะเกิดผลเสียในระยะยาว
    ทุกวันนี้คนเราป่วยเพราะมีสารพิษตกค้างในร่างกาย การบริโภคอาหารแต่ละชนิดใช้เวลาในการย่อยไม่เหมือนกัน เช่น เนื้อสัตว์ใช้เวลาในการย่อยนานถึง 12 ชั่วโมง ขณะที่ผักดิบใช้เวลาย่อย 2 ชั่วโมง 30 นาที ส่วนน้ำผลไม้ใช้เวลาย่อยเพียง 1 ชั่วโมง

 
  ในการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นแผลเรื้อรัง เมื่อผู้ป่วยมีอาการเป็นแผลตามแขนขาซึ่งเป็นแผลที่รักษาไม่หาย อาจจะต้องตัดอวัยวะส่วนที่เป็นแผลทิ้ง Jacob รักษาโดยวิธีธรรมชาติบำบัดอย่างง่ายๆ ด้วยการให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานใช้ รับประทาน raw diet (อาหารดิบ น่าจะหมายถึงผักผลไม้สด) ใช้สมุนไพร tamaric root (พืชเป็นหัวใต้ดินตระกูลขิงข่าขมิ้น) และ น้ำเย็น ล้างแผล วันละ 2 - 3 ครั้ง แล้วให้ผู้ป่วยตากแดด เน้นเรื่อง การตากแดด แผลนั้นก็จะค่อยๆแห้ง และ ยุบจนกระทั่งแผลหาย
    การรักษาผู้ป่วยเป็นไมเกรน หรือ ไซนัส การล้างจมูกด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือจะช่วยชำระล้างของสกปรกออกจากร่างกาย หรือล้างตาในน้ำสะอาด จะทำให้ระบบประสาทตาเย็นลง และช่วยขจัดไขมัน
    Jacob กล่าวว่า หากคนเราดูแลเรื่องอาหารการกิน ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่รับประทานยา เพราะยาไม่เพียงแต่ ฆ่าเชื้อโรคเท่านั้น แต่ยังทำลายภูมิต้านทานโรคในร่างกาย ยาแผนปัจจุบันแม้จะช่วยยับยั้งอาการปวดหรืออาการไข้ แต่นั่นก็เป็นเพียงการกดอาการ ไม่ได้เป็นการรักษาให้หายขาด การรักษาอยู่ที่ตัวของเราเองที่หันมารักษาตามแนวทางธรรมชาติบำบัด วิชาธรรมชาติบำบัดขนานแท้ไม่ใช่หมอบำบัดคน หมอเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำปรึกษา จากนั้นผู้ป่วยจะเป็นผู้บำบัดเอง วิชาธรรมชาติบำบัดเปรียบเปรยให้เห็นว่า ห้องครัวก็คือโรงพยาบาล คุณแม่ก็เหมือนหมอในบ้าน จะทำให้คนในบ้านเจ็บป่วยหรือสุขภาพดี ก็ขึ้นอยู่กับคุณหมอคนนี้

    วิธีการอดอาหารเพื่อล้างพิษ เป็นทางเลือกหลักของวิชาธรรมชาติบำบัด บางคนอาจอดอาหาร 7 วัน บางคนอดอาหาร 14 วัน แต่บางคนอาจต้องอดอาหารถึง 21 วัน แล้วแต่อาการของโรค ก่อนการอดอาหารต้องเตรียมความพร้อมก่อน โดยให้รับประทานผักและผลไม้เพื่อปรับสภาพร่างกาย 3 วัน หลังจากนั้น 4 วันแรก ให้ดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียว อีก 3 วัน ต่อมาให้ดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำมะนาว และ 3 วันสุดท้าย ให้ดื่มน้ำผลไม้ จากนั้นค่อยๆปรับสภาพร่างกายโดยให้รับประทานผักสดและผลไม้ แล้วกลับมาใช้ชีวิตปกติตามเดิม
    ในรายผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง อาจให้อดอาหาร 20 วัน เพื่อไม่ให้มะเร็งเจริญเติบโต ระหว่างนั้นจะให้น้ำผลไม้อ่อนๆ ให้เอาผ้าเปียกมาประคบบริเวณที่มีอาการปวดจะทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น เพราะระบบภายในของผู้ป่วยโรคมะเร็งจะสูญเสียสมดุลเกือบหมด ระหว่างการรักษา หากผู้ป่วยมีอาการไข้นอนซม หมอธรรมชาติบำบัดจะรู้สึกดีใจ เพราะเป็นวิธีการที่ธรรมชาติรักษาตัวเอง อุณหภูมิในร่างกายผู้ป่วยสูงขึ้นเพื่อฆ่าเชื้อโรค Jacob บอกว่า เมื่อผู้ป่วยภาวนาจนเกิดอาการไข้สูงต้องนอนซม 4 - 5 วันนั้น เป็นการส่งสัญญาณว่าการรักษาได้ผล บางครั้งผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอ ปากขมไม่อยากรับประทานอาหาร เพราะร่างกายต้องการเยียวยาตัวเอง หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดบริเวณที่เป็นโรคมะเร็งก็จะใช้โคลนพอกเพื่อช่วย บำบัดอาการเจ็บปวด นอกจากนี้ยังใช้วิธีฝึกเปลี่ยนจิตของผู้ป่วยด้วยการให้ฝึกภาวนาและเปลี่ยน วิธีคิดของผู้ป่วย โดยให้คิดว่าวันนี้อาการดีขึ้น หรือ ให้ผู้ป่วยด้วยกันช่วยกันเยียวยาจิตใจ เช่น ให้พูดบอกกันว่า วันนี้อาการดูดีขึ้นนะ

    วิชาธรรมชาติบำบัดมีหลักว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว หากจิตตาย ร่างกายจะตายด้วย Dr. Jacob กล่าวว่า การฝึกโยคะก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการรักษาเพื่อให้เข้าถึงจิตตัวเอง คนทั่วไปมักจะนึกว่าเราเป็นเจ้าของร่างกาย แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ ต้องกลับไปดูที่จิต ตัวอย่างเช่น คนที่ออกกำลังกายในโรงยิม ก็เหมือนคนภาวนาเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เพราะจิตบอกว่าออกกำลังกายเพื่อให้มีกล้าม ต่างจากกรรมกรที่แบกหาม กล้ามเนื้อจะไม่สมบูรณ์เหมือนคนออกกำลังกายในโรงยิม เพราะจิตไม่ได้สั่ง
    กิจกรรมในสถานพยาบาลของศูนย์ธรรมชาติบำบัด นวชีวัน มีกำหนดการฝึกเป็นเวลา คือ
    6.00 น. - ฝึกโยคะ นุ่งห่มชุดขาว เป็นการฝึกกายและจิต โดยใช้แสงแดดในการรักษา
    - ล้างตาด้วยน้ำธรรมดา ล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ ล้างคอด้วยน้ำมะนาวผสมเกลือในน้ำอุ่นๆ สวนทวาร (detoxification) โดยใช้น้ำสะอาดครั้งละ 6 ออนซ์ ผู้ป่วยโรคมะเร็งต้องปฏิบัติทุกวัน ส่วนคนปกติธรรมดาควรล้างพิษด้วยการสวนทวารสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
    - กินผักสดดิบที่ได้มาจากธรรมชาติ โดยไม่ต้องทำให้สุกก่อน
    - อาหาร วิธีการปรุงอาหารอย่างไร ? ผสมกับอะไรจึงจะไม่เป็นพิษ การรับประทานอาหารที่เป็นธรรมชาติสดๆ หรือหากต้องรับประทานน้ำตาลก็ควรรับประทานน้ำตาลแดงที่ไม่ได้ใช้สารฟอกสี
    - ใช้วารีบำบัด โดยแช่ร่างกายส่วนล่างถึงระดับสะโพกในถังน้ำ ใช้น้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นครั้งละครึ่งชั่วโมง ความเย็นของน้ำจะช่วยดึงเลือดมาเลี้ยงบริเวณกระเพาะเพื่อซ่อมแซมตัวเอง
    - ใช้ Spinal Bath ในผู้ป่วยที่มีอาการแขน ขา อ่อนแรง
    13.00 น. - ให้อดอาหาร ให้ดื่มน้ำ หรือน้ำผลไม้ โดยดูจากอาการของผู้ป่วยเป็น ราย ๆ ไป
    17.00 น. - เล่นเกม เข้านอน 21.00 น.


    คำขวัญของศูนย์ธรรมชาติบำบัดนวชีวัน คือ “ เข้ามาคุณเป็นคนไข้ กลับออกไปคุณเป็นหมอ “


ถอดความโดย นางจุฑา ลิ้มสุวัฒน์ บันทึกรายงาน

ที่มา : การบรรยาย เรื่อง "ธรรมชาติบำบัด"
    โดย Mr.Jacob Vadakkanchary
    วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2546 เวลา 13.00–16.00 น.
    ณ ห้องประชุมเบญจกูล สถาบันการแพทย์แผนไทย
    กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

 http://www.thaicam.go.th

วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

สิ่งลี้ลับ โดย ท.เลียงพิบูลย์

สิ่งลี้ลับ โดย ท.เลียงพิบูลย์ 



ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
      โลกเรานี้ยังมีสิ่งที่ ประหลาดมหัศจรรย์ลี้ลับอีกมากมาย แม้ปัจจุบันนี้ความเจริญทางวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าเพียงไร แต่ความลี้ลับมหัศจรรย์ในเรื่องวิญญาณและอภินิหาร ก็ยังเหมือนม่านลี้ลับกั้นระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณไม่ให้มีการติดต่อ ถึงกันได้สะดวก ทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถจะหาหลักฐานในสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อคลี่คลายให้เด็ดขาดลงไปว่า จะปฏิเสธหรือว่ามีจริง ยังคงทิ้งปัญหาไว้เหมือนเส้นผมบังภูเขา ข้าพเจ้าเองไม่เคยเจอในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลมาก่อน เพราะเป็นเรื่องเหลวไหลอย่างลมๆ แล้งๆ หาหลักความจริงไม่ได้

       เมื่อวัยรุ่น ผู้ใหญ่หรือพวกเพื่อนเล่าเรื่องผีเรื่องสางให้ฟัง ข้าพเจ้าไม่เคยนึกเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงจังอะไร ผิดกับพวกพี่น้อง เธอว่าผีมีจริงอย่างฝังหัว แต่เมื่อได้ประสบกับตัวเอง ครั้งแรกก็เกิดความสงสัยไม่แน่ใจว่า สิ่งลี้ลับในโลกมนุษย์เรานี้มีจริงหรือไม่ ยังไม่ควรจะตัดสินสิ่งใดง่ายๆ แต่เมื่อได้ประสบการณ์ซ้ำๆ กันหลายครั้ง จึงมาคิดดูว่าที่ไม่เชื่อนั้นก็ถูก เพราะยังไม่เคยประสบการณ์ ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประหลาดมหัศจรรย์มาก่อน และที่เชื่อก็ถูก เพราะได้ประสบมาด้วยตนเองซ้ำๆ หลายครั้ง ฉะนั้นการเชื่อหรือไม่เชื่อจึงเป็นธรรมดาที่ถูกทั้งสองฝ่าย ไม่เป็นปัญหาอะไรมากนัก

        บัดนี้ ข้าพเจ้ามีความสนใจที่จะเรียนรู้ศึกษาในสิ่งลี้ลับ ซึ่งหาหลักวิชาไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงอยากรู้อยากเห็นอยากพิสูจน์ด้วยของจริง มีปัญญาชนหลายท่าน บางท่านก็มีตำแหน่งสูง บางท่านก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้อง แต่เมื่อได้ประสบการณ์ด้วยตนเองในปาฏิหาริย์ก็พูดไม่ออก ต้องเก็บความรู้สึกนิ่งไว้ในใจเพราะคนที่รู้เห็นประสบการณ์มีน้อย คงได้เล่าสู่กันฟังในหมู่เพื่อนฝูง แม้แต่ในหมู่เพื่อนฝูงก็ต้องระวัง เพราะบางท่านก็ไม่สนใจ ซ้ำร้ายกลับขัดคอหาว่างมงาย ถอยหลังเข้าคลอง

       ฉะนั้น การเล่าสู่กันฟังก็ต้องหลีกเลี่ยงการโต้คารมของผู้ไม่สนใจ ข้าพเจ้าจึงมีเพื่อนฝูงและท่านที่เคารพนับถือ คอยชักชวนให้ข้าพเจ้าได้ไปพบเห็นสิ่งมหัศจรรย์ บางครั้งก็ต้องเดินทางไกลไปต่างจังหวัด บางครั้งกลางดึกก็โทรศัพท์มาชักชวนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ติดตามไปด้วยใจสมัครอยากรู้อยากเห็น อยากศึกษา ยอมอดหลับอดนอนตลอดรุ่ง แต่ก็รู้สึกว่าได้รู้ได้เห็นเหดุการณ์คุ้มค่าของเวลาที่เสียไป นี่ก็เป็นเพราะข้าพเจ้าสนใจ จึงได้มีเพี่อนฝูงคอยชักนำให้พบเหตุการณ์อันสูงค่าตามความรู้สึกในชีวิต

       และก็อดคิดไม่ได้ หากข้าพเจ้าไม่สนใจและคอยขัดคอเยาะเย้ยหาว่างมงาย ก็คงจะไม่มีเพื่อนฝูงคนใดเขาอยากจะมาชักชวนไปประสบในสิ่งประหลาดเหล่านี้ เป็นแน่ และก็อดนึกไม่ได้ว่า เมื่อแม่บ้านของข้าพเจ้าได้เข้าไปฟังธรรมที่วัดวันพระ มีเพื่อนฝูงคอยชักจูงไปฟังธรรมที่นั้นที่นี่ไปนั่งวิปัสสนาอาจารย์นี้เป็น ต้น ล้วนแต่ผู้มีศีลธรรมชักจูงไปในทางดีทั้งสิ้น

      และมานึกดูหากว่า ข้าพเจ้ามีนิสัยเป็นอันธพาลมาชักชวนให้ไปประพฤติชั่วเช่นเดียวกัน และถ้าข้าพเจ้าเป็นโจรก็คงมีพวกโจรชักชวนแนะนำไปปล้น เพราะเห็นว่ามีนิสัยเหมือนกัน นี่ก็เห็นจะเข้าบทกฎแห่งกรรมได้ ข้าพเจ้าอยากจะเล่าเรื่องที่ได้ทราบมา บางทีท่านอาจพิจารณาดูด้วยใจเป็นกลางก็คงจะได้ความรู้ใน เรื่องนี้บ้างไม่มากก็น้อย

       บ่ายวันหนึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพบกับท่านผู้สูงศักดิ์ สูงทั้งความรู้โบราณคดีในประวัติศาสตร์และทางโลก บ่ายวันนั้นข้าพเจ้าได้มีโอกาสสนทนากับท่าน ทำให้ข้าพเจ้าได้รับความรู้จากท่านอีกมากมาย จึงคิดว่าเมื่อได้พบกับท่านผู้มีคุณธรรมสูงนั้น ย่อมจะมีแต่ได้ผลกำไรในชีวิต ทำให้จิตใจมีความสบายขึ้น ตอนหนึ่งข้าพเจ้าได้ถามท่านถึงเรื่องโลกมนุษย์และโลกวิญญาณ จะมีทางติดต่อกันได้ทางใด และข้าพเจ้าก็เล่าเรื่องประสบการณ์ในชีวิตหลายครั้งให้ท่านฟัง ท่านก็กรุณาเล่าเรื่องชีวิตประสบการณ์ของท่านให้ทราบว่า

       เมื่อครั้งท่านได้อยู่ในต่างประเทศพร้อมด้วยญาติ ต่อมาโลกกำลังตกอยู่ในยามวิกฤตกาล ชาติมหาอำนาจหลายประเทศอยู่ในความวิปริต ประชาชนชาวโลกต่างก็หวาดหวั่นภัยสงครามโลกจะเกิดขึ้น ยากที่จะหาผู้ใดที่มีจิตใจปกติ ไม่สะดุ้งสะเทือนในสถานการณ์ของโลกกำลังปั่นป่วนเช่นนี้ ท่านและญาติได้อยู่ห่างไกลจากประเทศชาติที่รัก ห่างไกลบ้านเกิดเมืองนอน ยามปกติก็มีความคิดถึงมากพออยู่แล้ว แม้เมื่อยามโลกปั่นป่วนเช่นนี้ย่อมจะทวีความคิดถึงบ้านมากขึ้น ความเป็นห่วงประเทศชาติและญาติพี่น้อง ความว้าเหว่และความวิปโยคจะเกิดขึ้น เรื่องเช่นนี้ถ้าไม่ได้ประสบกับตัวเองแล้ว ก็ยากที่จะเข้าถึงในความรู้สึกในส่วนลึกของผู้อื่น

       ท่านเล่าว่าตอนกลางคืนก่อนนอน ท่านได้สวดมนต์และขอให้วิญญาณบรรพบุรุษที่เคารพอย่างสูง ขอให้ช่วยป้องกันภัยภยันตราย อย่าให้เกิดขึ้นแก่พวกเราเลย คืนหนึ่งท่านฝันแปลกประหลาดมาก ท่านเห็นล้นเกล้าในหลวงรัชกาลที่ ๖ เสด็จมายืนข้างเตียงซึ่งท่านนอนตะแคงดูด้วยความรู้สึกประหลาดใจ ในหลวงรับสั่งว่า “ไม่ต้องวิตกทุกข์ร้อนในเรื่องเหตุการณ์ของโลก แล้วจะดีไม่มีภัย ฉันไม่เคยบอกอะไรที่ไม่จริง”

       ท่านนอนตัวเเข็งขนลุกทั้งตัว เมื่อลืมตาขึ้นก็ยังเห็นพระองค์ในหลวงกำลังเสด็จออกจากที่นั้น ท่านมองดูด้วยความตะลึง เห็นทรงพระราชดำเนินห่างออกไป พระวรกายค่อยๆ โปร่งแสงค่อยๆ จางหายไป เวลานั้นเป็นเวลาสางๆ แสงเงินแสงทองจับท้องฟ้าสว่างพอที่จะมองเห็นลายมือ ท่านเห็นล้นเกล้าอย่างชัดเจนทั้งเวลาหลับและเวลาตื่น จำติดตาว่าทรงฉลองพระองค์คอปิดกระดุมห้าเม็ดแบบไทย ทรงผ้าหางกระรอกพร้อมทั้งถุงน่องรองพระบาท แต่มิได้ทรงพระมาลา สิ่งที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ก็คือ ท่านได้เห็นทั้งหลับและตื่นแล้ว
      
เช้าวันนั้นพ่อแม่ครัว กลับจากตลาด จึงไปถามว่าซื้อได้อะไรมาบ้าง เขาตอบว่าได้เครื่องในหมูมา จึงได้ขอเครื่องในส่วนหนึ่งแล้วปรุงเป็นโจ๊ก (อับโจ๊) เมื่อเสร็จแล้วใส่ปิ่นโตสามชั้น มีองุ่น แอปเปิ้ลใส่ภาชนะอะลูมิเนียมไปถวายท่านรัตน ซึ่งเป็นพระสงฆ์ลังกาและอยู่ไม่ห่างไกลจากที่อยู่นัก พระสงฆ์ชาวลังกาองค์นี้ท่านเคร่งและปฏิบัติศาสนกิจด้วยความบริสุทธิ์เป็นที่ น่าเคารพยิ่ง และให้คนนำไปถวาย

       บอกกับท่านว่าขอให้อุทิศส่วนกุศลนี้ถวายล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ของเมืองไทยด้วย เมื่อกรวดน้ำแผ่ส่วนกุศลแล้ว ก็ได้อธิษฐานจิตว่าหากทุกสิ่งที่เห็นทั้งหลับและตื่นเป็นความจริงแล้ว ขอให้เกิดนิมิตให้ประจักษ์เหตุการณ์ให้รู้ว่าโลกทั้งสองนี้เชื่อมโยงต่อกัน ได้ และการนิมิตนี้ขอให้เกิดขึ้นกับผู้อื่นที่ไม่รู้ ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้เลย เพื่อสิ้นสงสัยทีอาจจะเกิดอุปาทานนำเอาไปคิดว่าเป็นมายาภาพ

        ฉะนั้นหากจะเกิดนิมิตใดๆ ขึ้นก็ขอให้เกิดภายใน ๓ วันนี้และท่านได้ทำใจให้ลืมเสีย หลังจากได้อธิษฐานจิตแล้ว ๓ วันต่อมาเวลาเช้า น้องสาวของท่านอยู่อีกตึกหนึ่งไม่รู้เรื่องเลย เที่ยวตามหา และบอกว่ามีเรื่องประหลาดมหัศจรรย์จะรีบเล่าให้ฟังเพราะกลัวช้าไปจนลืมเสีย คือ เมื่อเช้ามืดได้ฝันเห็นในหลวง รัชกาลที่ ๖ เสด็จลงมาจากในวังหลวงทางประตูต้นสน ทรงพระดำเนินมายังแพที่เราอยู่ หน้าตำหนักแพท่าราชวรดิษฐ์ เราเฝ้าอยู่ด้วยกันในแพนั้น

       ในหลวงรับสั่งว่า “ฉันหิว มีอะไรกินบ้าง ?” น้องเหลือบเห็นปิ่นโตอาหารอะลูมิเนียมตั้งอยู่ข้างๆ แพ จึงหยิบมาเปิดดูเห็นเป็นโจ๊กเครื่องในหมู ก็ตักใส่ชามซึ่งตั้งอยู่ข้างๆ พร้อมช้อนนำขึ้นไปถวาย เมื่อในหลวงได้เสวยหมดชามแล้วก็ยื่นชามคืนมารับสั่งว่า “อร่อยดี ขออีกชาม” น้องก็รีบตักถวายอีก ๑ ชาม เมื่อเสวยเสร็จก็รับสั่งว่า “อยากรู้ไหมใครเป็นคนทำ คนนั้นแน่ะ เขาทำให้ฉันกิน !” พลางชี้พระหัตถ์มาที่พี่ซึ่งหมอบอยู่ห่างๆ

       เมื่อน้องตื่นขึ้นมาก็ประหลาดใจ รีบติดตามมาแก้ฝันแต่เช้า เมื่อท่านได้ยินเช่นนั้นก็ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที นึกในใจว่าสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ยังมีอยู่ในโลกนี้อีกมาก นี่ก็แสดงว่า โลกมนุษย์กับโลกของวิญญาณนั้นสามารถจะเชื่อมต่อกันได้ในบางครั้งบางคราวดอก กระมัง ? นี่เรื่องหนึ่งในหลายเรื่องที่ท่านได้กรุณาเล่าให้ข้าพเจ้าฟัง หากมีเวลาข้าพเจ้าคงจะหาโอกาสเขียนมาให้ท่านผู้สนใจจะได้อ่าน ได้คิดถึงโลกที่ยังมีความลี้ลับมหัศจรรย์อีกมากมาย ที่มนุษย์รุ่นวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้ายังไม่ได้รู้

       ในชีวิตของข้าพเจ้าเองก็เคยประสบการณ์ในสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ เริ่มครั้งแรกเมื่อข้าพเจ้าอยู่ในวัยอายุยังไม่ครบยี่สิบ ครั้งนั้นจนบัดนี้ยังจำได้ติดหูติดตา หมายถึงได้ยินทั้งเสียงที่พูด ได้เห็นทั้งรูปร่าง และได้ถูกต้องด้วยการสัมผัส ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้ขับขี่รถจักรยานหรือจะเรียกทับศัพท์ว่า ไบซิเคิลร์ ซึ่งสมัยนั้นหาคำไทยยังไม่เหมาะภายหลังเรียกว่า รถถีบ จำได้ว่าข้าพเจ้าขับขี่รถจักรยานออกจากถนนสี่พระยาเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจริญ กรุง เวลานั้นห้างไวท์อาเว อยู่ตรงมุมถนนสี่พระยาเป็นตึกสองชั้น

      พอหักแฮนด์เดิ้ลหรือมือเลี้ยวก็พอดีตะเกียบหน้าหักตรงโคนที่มีลูกปืนหลุดขาด ไปพร้อมกับล้อหน้า ข้าพเจ้าเสียหลักคะมำหัวตำทิ่มลงมาแผ่อยู่บนพื้นถนนไม่ทันรู้ตัว เคราะห์ดีเมื่อถึงพื้นถนนไหล่ลงก่อนหัว เพราะมือเท้าลงไปก่อนจึงพ้นจากอุบัติเหตุคอหัก แต่ข้อมืองอไหล่เป็นแผลเลือดไหล ข้อมือขวาก็ไปครูดกับถนนซึ่งโรยด้วยอิฐด้วยหินเลือดไหลโทรม เสื้อผ้าขาดเปื้อนละอองฝุ่น ต้องนอนแผ่หลาอยู่กลางถนน ผู้คนแตกตื่นมามุงดู เพราะนานๆ จะพบคนนอนวัดถนนให้ดูสักครั้งหนึ่ง

       ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนตัวตลก ไม่รู้จะวางหน้าอย่างไรถูก ได้แต่ยิ้มแห้งๆ หัวเราะไม่ออก พยายามยืนตัวลุกขึ้นมอง เห็นแขนซ้ายตอนข้อมือโก่งงอก็ตกใจ พยายามจับนวดบีบให้มันเหยียดตรง ซึ่งก็ได้ผล แต่มันก็ไม่เจ็บเห็นจะยังชาอยู่เพราะเพิ่งจะถูกใหม่ๆ ข้าพเจ้าพยายามรวบรวมกำลัง เก็บล้อที่หลุดออกไปจากตัวรถมารวมกันแล้ว แข็งใจเรียกรถลากคันใหญ่ ให้เจ๊กลากรถ ช่วยเอาจักรยานหรือรถถีบใส่รถเจ๊ก

       ไม่ต้องพูดถึงราคา อยากจะไปให้พ้นๆ ฝูงคนที่มุงดู เมื่อขึ้นรถเจ๊กได้ก็ให้รีบลากไปเร็วๆ เพราะนึกอายที่มาเป็นตัวตลกให้คนดูกลางถนน เคราะห์ดีที่สมัยนั้นยังไม่มีรถยนต์มากมายเหมือนในปัจจุบันนี้ มิฉะนั้นก็คงไม่เป็นตัวเป็นตนอยู่จนบัดนี้เป็นแน่ เมื่อขึ้นรถลากรถเจ๊กมาถึงบ้าน พ่อแม่เห็นสารรูปแล้วตกใจ จัดแจงชำระบาดแผลใส่ยา

       แต่แขนที่โก่งนั้นไม่สามารถจะดัดให้ตรงได้ แม่ได้ให้คนรีบไปตามหมอผันซึ่งเมื่อก่อนอยู่แถวบ้าน ต่อมาก็ย้ายไปอยู่ทางถนนสุรวงศ์ หน้าบ้านเจ้าพระยาพิชัยญาติ ข้าพเจ้าเรียกแกว่า ลุงผัน แกเป็นหมอที่รักษาต่อแขนต่อกระดูกด้วยน้ำมันมนต์มีชื่อเสียงในทางไสยศาสตร์ ผู้หนึ่งในสมัยนั้น เมื่อลุงผันได้รู้เรื่องก็รีบนั่งรถเจ๊กมาถึงบ้าน แล้วก็รีบตรวจดูแขนของข้าพเจ้าที่โก่งงอ แล้วใช้น้ำมันนวดและเป่าด้วยเวทมนตร์คาถาแขนที่โก่งก็ค่อยๆ เหยียดออกได้บ้างยังไม่ปกติเหมือนเดิม ลุงผันก็บอกว่า

       “นี้เป็นหลานชายนะ ลุงจึงได้มา ถ้าเป็นคนอื่น ลุงจะไม่มา เพราะลุงไม่สบายมาก ที่ลุงมานี่ก็ฝืนสังขารเพราะห่วงหลาน ลุงจะต้องรีบกลับแล้วจะมาใหม่” ลุงผันกราบลาผู้ใหญ่ของข้าพเจ้ากลับขึ้นรถลากไปทันที

       คืนนั้นข้าพเจ้าหลับๆ ตื่นๆ เพราะปวดแผลที่ไหล่และที่ข้อมือ แต่แล้วพอตอนเช้ามืด ข้าพเจ้าก็เห็นลุงผันเปิดมุ้งโผล่หน้าเข้ามา แล้วถามว่า

       “เป็นยังไงบ้างหลานชาย ลุงเป็นห่วงจึงมาดู”

        ข้าพเจ้ายื่นแขนที่กำลังปวดตุบๆ ขอให้ลุงผัน แกบีบแขนที่ยังโก่งอยู่พักหนึ่ง แล้วก็เป่าลมตั้งแต่ข้อศอกจดปลายนิ้ว ๓ ครั้ง การปวดตุบๆ ก็หาย แขนที่โก่งก็เกือบจะปกติอย่างเดิม ข้าพเจ้าดีใจมาก ลุงผันบอกว่า “อีก ๒-๓ วันก็จะหายเป็นปกติ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องตกใจ ลุงไปก่อนนะ”

        พูดแล้วลุงผันก็ผลุบหน้าออกจากมุ้งที่ข้าพเจ้านอน ข้าพเจ้านึกในใจว่าลุงผันนี่เก่งจริงๆ เป่าแล้วหายปวด แขนที่โก่งก็แทบดูไม่รู้ว่าโก่ง พอสว่างดีข้าพเจ้าก็นอนอยู่ไม่ได้ ลุกขึ้นล้างหน้า เช้าวันนั้นรู้สึกสดชื่น อาการเจ็บป่วยเกือบไม่รู้สึก เห็นแม่เตรียมข้าวใส่ขันไว้ใส่บาตรพระตอนเช้า แล้วข้าพเจ้าบอกแม่ว่า

        “แม่จ๋า เมื่อตอนเช้ามืดนี้ลุงผันแกมาเป่าแขนและบีบนวดให้ ดูซิจ๊ะแม่ แขนที่โก่ง ถ้าไม่สังเกตเกือบจะมองไม่รู้แล้ว และก็ไม่ปวดด้วย” พูดพลางข้าพเจ้ายื่นแขนชูให้แม่ดู รู้สึกว่าแม่สะดุ้ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากพูดแต่เพียงว่า “เมื่อหายก็ดีแล้วลูก”

        ในวันนั้นแต่พอใกล้เพล ก็มีคนมาจากบ้านลุงผันบอกว่า ลุงผันได้ตายเสียแล้วเมื่อคืนนี้ หมดลมเมื่อตอนเที่ยงคืน ข้าพเจ้าแทบไม่เชื่อหู เพราะตอนเช้ามืดข้าพเจ้ายังได้ยินลุงผันพูดด้วยหูและเห็นหน้าลุงผันด้วยตา แม้เวลานั้นเราจะมีตะเกียงน้ำมันก๊าด ใช้แก้วครอบไขขึ้นลงให้หรี่และให้กว้าง ได้แขวนไว้ข้างฝาห้องก็ดี

        ข้าพเจ้ารู้ตัวดีว่าตาไม่ฝาด และก็ไม่ได้หลับไม่ได้ฝันเพียงแต่คล้ายมึนๆ หัว งงๆ แต่สติยังดีความรู้สึกปกติ ซ้ำลุงผันยังได้จับแขนบีบนวดตั้งแต่ข้อมือถึงข้อคอก และคลึงลำแขนของข้าพเจ้า ทั้งยังเสกคาถาแล้วเป่าลมลงที่แขนเย็นวาบหลายครั้ง ทุกอย่างเหมือนคนธรรมดา แต่แม่ข้าพเจ้าสงสัยอยู่แล้วว่าทำไมประตูบ้านยังไม่เปิด ถ้าเป็นคนจะเข้ามาในบ้านได้อย่างไร นั่นคือ “วิญญาณที่เป็นห่วง”

       เรื่องนี้ข้าพเจ้าเคยเล่าให้เพื่อนๆ ฟังมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เขียนขึ้น เพราะเพื่อนๆ รู้แล้ว แม้จะเขียนก็ขาดความตื่นเต้น แต่เมื่อมาเขียนเรื่อง “สิ่งลี้ลับ” ก็เห็นว่าควรจะเขียนเรื่องนี้ไว้ด้วย เพราะยังมีผู้ที่ไม่ทราบอีกมาก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องเกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าเองแต่ข้าพเจ้าก็ไม่ประสงค์ จะให้ท่านเชื่อ เพราะท่านไม่ได้ประสบแก่ตัวท่านเอง แต่ผู้เคยประสบการณ์มาแล้ว ก็ไม่มีอะไรจะสงสัยอีกมันเป็นเรื่องลี้ลับที่แปลกประหลาด แม้จะเกิดขึ้นเมื่อครั้งข้าพเจ้าวัยรุ่นอยู่จนถึงปัจจุบันข้าพเจ้ายังจำได้ คล้ายกับเพิ่งจะเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เพราะเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับผู้ใดแล้วยากที่จะลืมได้ 


 แหล่งที่ของกรรม http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=435

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Lingzhi--Modern Researches

 Lingzhi--Modern Researches

Chemical analysis has revealed that lingzhi contains high molecular weight polysaccharides, triterpenes (ganoderic acids), sterols, coumarin, mannitol, organic germanium, adenosine, amino acids, vitamins, etc.


 In addition to all of the ingredients in the fruit body, lingzhi mycelium contains higher level of the RNA (which disrupts viral diseases by inducing interferon production), oleic acid and cyclooctasulfur (both strong inhibitors of histamine release), LZ-8, (an immunomodulating protein which significantly reduces but doesn't entirely shut down antibody production).
 Lingzhi contains 800-2,000 ppm of organic germanium, which is 4-5 times more than ginseng. Germanium is a trace element with adaptogenic functions.

 The major components of lingzhi have proven to be a significant anti-inflammatory and inhibit malignant tumor growth. Its glycosides and polysaccharides promise to be a new type of carcinostatic agent which would be helpful in immunotherapy.
 Ganoderic acids may lower blood pressure as well as decrease LDL ("bad") cholesterol. These specific triterpenoids also help reduce blood platelets from sticking together--an important factor in lowering the risk for coronary artery disease. 

 While human research has been reported that demonstrates some efficacy for the herb in treating altitude sickness and chronic hepatitis B, these uses still need to be confirmed in well-designed human trials. 
 
 Animal studies and some very preliminary trials in humans suggest lingzhi may have some beneficial action in people with diabetes mellitus and cancer. Two controlled clinical trials have investigated the effects of lingzhi on high blood pressure in humans and both found it could lower blood pressure significantly compared to a placebo or controls. The people with hypertension in the second study had previously not responded to medications, though these were continued during the study. 

 Lingzhi has shown remarkable efficacy in reducing allergies and protecting the liver. Ganoderma lucidum is actually the powder inside the spores of the fungus lingzhi, which are formed as the mushroom matures. This powder contains high quality protein, with all 18 essential amino acids included. It has a combination of natural vitamins and critical trace elements essential for the functioning of the immune system. 

 Lingzhi has a widespread use as a herbal medicine in clinical settings. Many Chinese physicians have co-administered lingzhi in cancer patients receiving conventional chemotherapy and/or radiation treatment, to build up immune resistance and decrease toxicity. Although Ganoderma and its derivatives are not pharmaceuticals and have not undergone rigorous clinical trials to be tested against cancer, there is abundant in vitro, animal and indirect clinical evidence to support its supplemental use in cancer. 

 It has been reported that the extract and polysaccharides isolated from G. lucidum significantly inhibits the growth of implanted Sarcoma (S)-180 and Lewis lung-carcinoma in animal models in vitro (Lin, 1996). Although its anti-tumor activity is beyond doubt, the detailed mechanisms remain unclear. Some researchers have suggested that its anti-tumor activity may be mediated to some extent by activation of host immune functions.
 
 Former heart surgeon Dr. Fukumi Morishige, a leading authority on vitamin C in Japan, reports that when lingzhi (or reishi in Japanese) and vitamin C are combined the results against cancer and other diseases are far better than when Reishi is ingested. This is because the vitamin makes the polysaccharides more accessible to the immune system. 
 
 Lingzhi has long been known to extend life span, increase youthful vigor and vitality. It also promotes good blood circulation by eliminating thrombi in the blood streams. As a result, the person feels renewed vitality. Deterioration of mind and body is arrested. Lingzhi is indeed a herb with multiple applications. 

 Clinical observations have indisputable proof of lingzhi's efficacy against cholesterosis, arteriosclerosis, hypertension, fatty liver, hemorrhoid, tooth-infections, obesity and various problems that arise from high serum cholesterol level compounded by a lack of blood circulation. Lingzhi is also recognized to have some effect in cases of stroke, cerebravascular accident, coronary insufficiency, myocardial infarction, phlebitis etc.--problems that arise directly from arterial blockage. 

 Furthermore, lingzhi is found to be effective in treatment of typical dermatitis, bronchitis asthma, allergy rhinitis, chronic hepatitis etc.--problems related to allergic reactions. Lingzhi inhibits thrombi to facilitate medication absorption; it also has an additive effect that strengthens the prostate gland situated between the bladder and the urinary tract. It has the same effect on the early stage of diabetes mellitus. Bladder infection is accompanied by the usual thrombi formation. 

 Treatments with lingzhi arrest the latter thus eliminating complications within a short period. Other clinical tests showed that administering lingzhi instead of insulin can reverse blood sugar level back to normal after one year. 

 Its antitumor and immune enhancing properties, along with no cytotoxicity, raise the possibility that lingzhi could be effective in preventing oxidative damage and resulting disease. Using agarose gel electrophoresis, the potential of lingzhi extract as a radio protector and antioxidant defense against oxygen radical-mediated damage was evaluated. The results clearly demonstrate that the hot-water extract of lingzhi shows good radio protective ability, as well as protection against DNA damage induced by metal-catalyzed Fenton reactions and UV irradiation. The data suggest that lingzhi merits investigation as a potential preventive agent in humans. 

 Medicinal mushrooms have a long history of use in folk medicine. In particular, mushrooms useful against cancers of the stomach, esophagus, lungs, etc., are known in China, Russia, Japan, Korea, as well as the U.S.A. and Canada. There are about 200 species of mushrooms that have been found to markedly inhibit the growth of different kinds of tumors. Searching for new antitumor and other medicinal substances from mushrooms and to study the medicinal value of these mushrooms have become a matter of great significance. However, most of the mushroom origin antitumor substances have not been clearly defined. Several antitumor polysaccharides such as hetero-beta-glucans and their protein complexes (e.g., xyloglucans and acidic beta-glucan-containing uronic acid), as well as dietary fibers, lectins, and terpenoids have been isolated from medicinal mushrooms. In Japan, Russia, China, and the U.S.A., several different polysaccharide antitumor agents have been developed from the fruiting body, mycelia, and culture medium of various medicinal mushrooms (Lentinus edodes, Ganoderma lucidum, Schizophyllum commune, Trametes versicolor, Inonotus obliquus, and Flammulina velutipes). Both cellular components and secondary metabolites of a large number of mushrooms been shown to effect the immune system of the host and therefore could be used to treat a variety of disease states. 

 Due to damage by insects and weather, the quality of wild lingzhi is unpredictable. Only the fruit body can be harvested, when the active ingredients have already decreased. The dried mushrooms may not have the potency of the fresh mushroom. After it matures, the fruit body is hardened by a fiber which makes it more difficult to extract and digest the active ingredients. The spores are of microscopic dimensions, similar to the size of bacteria. They are protected by two layers of hardened cell walls. These cell walls trap the active ingredients inside and are indigestible. 

 Although wild lingzhi fruit body and the spores are all effective products, our ancestors had to use a large quantity of lingzhi to get a little benefit. As it was impossible to cultivate, this rare mushroom was available only to emperors. 

 Modern bio-engineering technology has made lingzhi available to the general public in large quantities. The quality can be carefully controlled by providing the best conditions and sufficient nutrients. Further investigations have discovered that the largest amount of active ingredients exists in the mycelium, and that the mycelium is more digestible. The extraction process can be timed at the precise stage when the mycelium contains the largest amount of active ingredients. Fresh mycelium is available, and there is no chance for mistaken identity. Without the obstacles of the fibers, the extraction is more complete and the extract is more digestible. Therefore, the latest researches on the medicinal properties of lingzhi are done on the mycelial extracts. 

 Lingzhi is now available in capsule or tablet form, which makes it possible to avoid the bitter taste and standardize the dosage. However, not all lingzhi capsules are the same. Some capsules are made from the fruit body, which contain a large quantity of dietary fibers. Some capsules contain other herbs, which may lead to side-effects. Some capsules made from the mycelium contain also the grain from which the mycelium is grown so only a small fraction of the capsule is actually lingzhi mycelium). The differences can be readily identified by tasting the powder. Pure lingzhi has an intense, pure bitter taste. The best lingzhi capsule is the extract of pure lingzhi mycelium without the grain. 
 
From  http://www.lingzhithai.com

วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

                                 โรคแพนิค (Panic Disorder) (infomental)
                                           โดย : ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์

         โรคแพนิค เป็นโรคชนิดหนึ่งที่มีคนเป็นกันมากและเป็นกันมานานแล้ว แต่ประชาชนทั่วไปมักไม่ค่อยรู้จักและยังไม่มีชื่อโรคอย่างเป็นทางการในภาษาไทย บางคนอาจเรียกโรคนี้ว่า "หัวใจอ่อน" หรือ " ประสาทลงหัวใจ" แต่จริงๆ แล้วโรคนี้ไม่มีปัญหาอะไรที่หัวใจ และ ไม่มีอันตราย เวลามีอาการผู้ป่วย จะรู้สึกใจสั่นหัวใจเต้นแรง อึดอัด แน่นหน้าอก หายใจไม่ทัน หรือหายไม่เต็มอิ่ม ขาสั่น มือสั่น มือเย็น บางคนจะมีอาการวิงเวียนหรือมึนศีรษะ ท้องไส้ปั่นป่วน ขณะมีอาการผู้ป่วยมักจะรู้สึกกลัวด้วย 

         โดยที่ส่วนใหญ่ผู้ป่วย โรคแพนิค จะกลัวว่าตัวเองกำลังจะตาย กลัวเป็นโรคหัวใจ บางคนกลัวว่าตนกำลังจะเสียสติหรือเป็นบ้า  อาการต่าง ๆ มักเกิดขึ้นทันทีและค่อย ๆ รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเต็มที่ในเวลาประมาณ 10 นาที คงอยู่สักระยะหนึ่ง แล้วค่อย ๆ ทุเลาลง อาการมักจะหายหรือเกือบหายในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากอาการแพนิคหายผู้ป่วยมักจะเพลีย และในช่วงที่ไม่มีอาการผู้ป่วยมักจะกังวลกลัวว่าจะเป็นอีก

         อาการ โรคแพนิค จะเกิดที่ไหนเมื่อไรก็ได้และคาดเดาได้ยาก แต่ผู้ป่วยมักพยายามสังเกตุ และเชื่อมโยงหาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดอาการ เพื่อที่ตนจะได้หลีกเลี่ยง และรู้สึกว่าสามารถควบคุมมันได้บ้าง เช่น ผู้ป่วยบางราย ไปเกิดอาการขณะขับรถก็จะไม่กล้าขับรถ บางรายเกิดอาการขณะกำลังเดินข้ามสะพานลอยก็จะไม่กล้าขึ้นสะพานลอย ผู้ป่วยบางรายไม่กล้าไปไหนคนเดียว หรือไม่กล้าอยู่คนเดียว เพราะกลัวว่าถ้าเกิดอาการขึ้นมาอีกจะไม่มีใครช่วย ในบางรายอาจมีเหตุกระตุ้นจริงๆบางอย่างได้ เช่น การออกกำลังหนัก ๆ หรือเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา น้ำโคล่า ในกรณีแบบนี้ควรหลีกเลี่ยงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้

         ขณะเกิดอาการ ผู้ป่วย โรคแพนิค มักกลัวและรีบไปโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินมักตรวจไม่พบความผิดปกติ และมักได้รับการสรุปว่าเป็นอาการเครียดหรือคิดมาก ซึ่งผู้ป่วยก็มักยอมรับไม่ได้และปฏิเสธว่าไม่ได้เครียด เมื่อเกิดอาการอีกในครั้งต่อมา ผู้ป่วยก็จะไปโรงพยาบาลอื่นและมักได้คำตอบแบบเดียวกัน ผู้ป่วย โรคแพนิค หลาย ๆ รายไปปรึกษาแพทย์เพื่อเช็คสุขภาพ โดยเฉพาะหัวใจซึ่งก็มักได้รับการตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียด และไม่พบความผิดปกติอะไรที่สามารถอธิบายอาการดังกล่าวได้
         ซึ่งก็ยิ่งทำให้ผู้ป่วยกังวลมากขึ้นไปอีก อาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเรียกว่า อาการแพนิค (panic attack) ซึ่งแปลว่า "ตื่นตระหนก" เราจะสังเกตุได้ว่าอาการต่าง ๆ จะคล้ายกับอาการของคนที่กำลังตื่นตระหนก ใน โรคแพนิค ผู้ป่วยจะเกิดอาการแพนิคนี้ขึ้นมาเอง โดยไม่มีเหตุกระตุ้น และคาดเดาไม่ถูกว่าเมื่อไรจะเป็นเมื่อไรจะไม่เป็น การไม่รู้ว่าตนกำลังเป็นอะไรจะยิ่งเพิ่มความตื่นตระหนกให้รุนแรงขึ้น

          อาการแพนิค ไม่มีอันตราย อาการนี้ทำให้เกิดความไม่สบายเท่านั้นแต่ ไม่มีอันตราย สังเกตุได้จากการที่ผู้ป่วยมักจะ มีอาการมานาน บางคนเป็นมาหลายปี เกิดอาการแพนิคมาเป็นร้อยครั้ง แต่ก็ไม่เห็นเป็นอะไรสักที บางคนเป็นทีไรต้องรีบไปโรงพยาบาล "แทบไม่ทัน" แต่ไม่ว่ารถจะติดอย่างไรก็ไป "ทัน" ทุกครั้งเพราะอาการ แพนิค ไม่มีอันตราย

        
ในปัจจุบันเราพอจะทราบว่าผู้ป่วย โรคแพนิค มีปัญหาในการทำงานของสมองส่วนที่ทำให้เกิดอาการ “ตื่นตระหนก” โดยเป็น ความผิดปกติของสารสื่อนำประสาท บางอย่างเราจึงสามารถรักษาโรคนี้ได้ด้วยยา ยาที่ใช้รักษา โรคแพนิค จะมี 2 กลุ่ม คือ         
 
          1. ยาป้องกัน เป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้า ปรับยาครั้งหนึ่งต้องรอ 2-3 สัปดาห์ จึงจะเริ่มเห็นผลคืออาการแพนิคจะห่างลง และเมื่อเป็นขึ้นมาอาการก็จะเบาลงด้วย เมื่อยาออกฤทธิ์เต็มที่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแพนิคเกิดขึ้นเลย ยากลุ่มนี้จะเป็นยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าบางตัว เช่น เล็กซาโปร (lexapro) โปรแซก (prozac) โซลอฟ (zoloft) ยากลุ่มนี้ไม่ทำให้เกิดการติดยาและสามารถหยุดยาได้เมื่อโรคหาย ในการรักษาด้วยยาเราจะจ่ายทั้งยาป้องกันและยาแก้ 

         เพราะในช่วงแรก ๆ ยาป้องกันยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยจะยังมีอาการจึงยังต้องใช้ยาแก้อยู่ เมื่อยาป้องกันเริ่มออกฤทธิ์ผู้ป่วยจะกินยาแก้น้อยลงเอง แพทย์จะค่อยๆเพิ่มยาป้องกันจนผู้ป่วย "หายสนิท" คือไม่มีอาการเลย แล้วให้ผู้ป่วยรับประทานยาต่อไปเป็นเวลา 8-12 เดือน หลังจากนั้นจะให้ผู้ป่วยค่อยๆ หยุดยา ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถหยุดยาได้โดยไม่มีอาการกลับมาอีก แต่ก็มีบางรายที่มีอาการอีกเมื่อลดยาลง ในกรณีแบบนี้เราจะเพิ่มยากลับขึ้นไปใหม่แล้วค่อย ๆ ลดยาลงช้า ๆ
       
        2. ยาแก้ เป็นยาที่ออกฤทธิ์เร็ว ใช้เฉพาะเมื่อเกิดอาการขึ้นมา เป็นทีกินที กินแล้วหายเร็ว ได้แก่ยาที่คนทั่วไปรู้จักกันในนามของยา “กล่อมประสาท” หรือยา “คลายกังวล” เช่น แวเลี่ยม (valium) แซแนก (xanax) อะติแวน (ativan) ยาประเภทนี้มีความปลอดภัยสูง (แปลว่าไม่มีพิษ ไม่ทำลายตับ ไม่ทำลายไต) แต่ถ้ารับประทาน ติดต่อกันนานๆ (2-3 สัปดาห์ขึ้นไป) จะเกิดการติดยาและเลิกยากและเมื่อหยุดยากระทันหันจะเกิดอาการขาดยา ซึ่งจะมีอาการเหมือนอาการแพนิค ทำให้แยกแยะไม่ได้ว่าหายหรือยัง ดังนั้นแพทย์จะเน้นกับผู้ป่วยว่าให้กินเฉพาะเมื่อมีอาการเท่านั้น ยังไม่เป็นห้ามกิน รอให้เริ่มมีอาการแล้วค่อยกินก็ทันเพราะมันออกฤทธิ์เร็ว


วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ถั่วเหลือง




      ถั่วเหลือง สำคัญอย่างไร

       ถั่วเหลือง มีทั้งคาร์โบฮัยเดรทเชิงซ้อน และโปรตีนที่ไม่ปนไขมันอิ่มตัวสายโมเลกุลยาวแบบเนื้อสัตว์ ไม่มีสาร อดรีนาลีนที่สัตว์มักหลั่งด้วยความตกใจ ขณะถูกฆ่า ไม่มีฮอร์โมนเร่งโต หรือปฏิชีวนะจากการเลี้ยงสัตว์ มีแคลเซียมในสัดส่วนที่ไม่ล้นเกินแมกนีเซียมแบบนมวัว มีวิตามินแร่ธาตุมากหลาย…ที่สำคัญคือ ฮอร์โมนพืช...ไอโซฟลาโวน
        ฮอร์โมนเอสโตรเจนจากพืชธรรมชาติ (Phytoestrogen) นอกจากช่วยในการดูดซึมแคลเซียม บรรเทาภาวะกระดูกพรุนแล้ว การได้รับแต่เนิ่นๆ ยังช่วยป้องกันมะเร็งเต้านมในหญิง และมะเร็งต่อมลูกหมากในชาย ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการฉีดหรือกินฮอร์โมนสังเคราะห์

      ยังมีอะไรในถั่วเหลือง
      คาร์โบฮัยเดรทเชิงซ้อน เป็นอาหารสมบูรณ์แบบสำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนัก เพราะให้ความรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ให้พลังงานที่เผาผลาญช้าๆ
แต่ทนนานสม่ำเสมอ 
       เส้นใยชนิดไม่ละลายน้ำ ช่วยป้องกันอาการท้องผูก ช่วยให้อาหารผ่านระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้น เมื่อของเสียไม่หมักหมม การดูดซึมสารพิษไม่เกิด ลดความระคายเคืองต่อเยื่อบุลำไส้ จึงลดความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ 
      เส้นใยชนิดละลายน้ำ เป็นตัวแปรสำคัญในการผลิตโคเลสเตอรอลดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ลดระดับกลูโคสในเลือด จัดเป็นอาหารทางเลือกสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
ซาโปนิน ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลเลว LDL
       โฟเลท จำเป็นต่อการพัฒนาตัวอ่อน ลดระดับโฮโมซิสเทอีน อันเป็นสารอันตรายต่อระบบหัวใจหลอดเลือด
เลซิทิน มีผลในการลดไขมัน เสริมสร้างการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ
ลิกแนน สารยับยั้งโปรทิเอส เอนไซม์ ป้องกันมะเร็ง
และที่สำคัญคือเจนิสติน และโปรตีนพืช !

      แล้วดีอย่างไร ถั่วเหลือง

      ฮอร์โมนพืชทำงานคล้ายๆ ฮอร์โมนเอสโตรเจนของคน จึงเรียกไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) มีข้อเด่นคือ เร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ปกติ พร้อมยับยั้งเซลล์เนื้องอก ในขณะที่ estrogen ของคนหรือสารสังเคราะห์ กระตุ้นทั้งเซลล์ปกติและเนื้องอกมะเร็ง โดยพบว่า Hormone Replacement Therapy–HRT ที่คิดว่าใช้ได้ผลดีสำหรับสตรีวัยทอง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 80% ในปีแรก และเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม 26% สมองขาดเลือด 41% หัวใจวาย 29%
ไฟโตเอสโตรเจนมีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนจึงจับคู่กับ “ตัวรับเอสโตรเจน” ในเซลล์ได้ ไฟโตเอสโตรเจนไม่ทำให้ระดับเอสโตรเจนในเลือดเปลี่ยนแปลง (ถ้าร่างกายมีเอสโตรเจนต่ำ) แต่จะต้านฤทธิ์ของเอสโตรเจน หากร่างกายมีเอสโตรเจนมากเกินไป จึงเป็นการลดความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม และมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน
      ผู้ชายมีฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่จำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากมีมากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมาก ไฟโตเอสโตรเจนจากพืชจึงป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้
       ส่วนหญิงวัยทอง จะมีเอสโตรเจนน้อยลง เชื่อกันว่าไฟโตเอสโตรเจนจากพืช สามารถทดแทนเอสโตรเจนได้ จึงช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบหรือผิวแห้ง อีกทั้งป้องกันภาวะกระดูกพรุนในวัยนี้ด้วย ทำให้พบอาการเหล่านี้น้อยในหญิงชาวเอเชีย ซึ่งบริโภคถั่วเหลืองเป็นประจำ
มีการตรวจปัสสาวะพบว่า หญิงญี่ปุ่นขับเอสโตรเจนออกทางปัสสาวะ มากกว่าหญิงชาวตะวันตก 100 – 1000 เท่า
       มีการวิจัยในปี 1998 พบว่าหญิงวัยหมดประจำเดือนที่ได้ไอโซฟลาโวนเพิ่มวันละ 40 กรัม จากโปรตีนถั่วเหลือง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ มีอาการร้อนวูบวาบลดลง 45%
 ไอโซฟลาโวน เป็นไฟโตเอสโตรเจนชนิดหนึ่ง ซึ่งยังมีหลายรูปแบบ เช่น daidzein genistein และ glycitein
        ถั่วเหลือง เป็นแหล่งอาหารที่มีปริมาณของไอโซฟลาโวนอยู่มากกว่าอาหารอื่นๆ โดยเจนิสตินเป็นชนิดของ  ไอโซ ฟลาโวนที่พบในถั่วเหลือง
       เจนิสติน ต้านมะเร็งได้เหลือเชื่อ ! …1. สามารถเหนี่ยวนำให้เกิด apoptosis (ตายตามโปรแกรม) จึงเป็นสารทำลายเซลล์มะเร็ง…2. เจนิสติน เป็นตัวยับยั้งเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (Thyrosine kinase) จึงหยุดการแข็งตัวของเลือดส่วนเกิน ซึ่งเป็นสาเหตุของหัวใจวาย และการเติบโตของเซลล์มะเร็ง…3. เจนิสติน ขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ DNA topoisomerase II ซึ่งลดการสร้าง DNA ทำให้เซลล์หยุดแบ่งตัว ทำให้เซลล์มะเร็งหยุดเจริญเติบโต …4. เจนิสตินยับยั้งกระบวนการสร้างเส้นเลือดใหม่ (angiogenesis) อันสำคัญต่อการเจริญของเนื้องอก จึงป้องกันการก่อตัวของมะเร็งชนิดอยู่กับที่ เช่น มะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก และมะเร็งปอด โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา พิจารณาให้เจนิสตินเป็นยารักษาโรคมะเร็ง…5. เจนิสตินยังมีบทบาทควบคุมมะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมน เช่น มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก
        พบว่าสตรีชาวเอเชียที่บริโภคถั่วเหลืองตั้งแต่วัยรุ่น มีอุบัติการณ์มะเร็งเต้านมน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และแม้จะเป็นขึ้นมา เนื้องอกก็มักจะรุนแรงน้อยกว่า มีอัตรารอดชีวิตสูง
ชาวอังกฤษมีอัตราเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม และต่อมลูกหมากสูงกว่าชาวญี่ปุ่น 4 เท่า
มะเร็งต่อมลูกหมากในประชากรชาวญี่ปุ่นเกิดขึ้นช้า และเติบโตช้ากว่าเมื่อเทียบกับชาวตะวันตก ปัจจัยหนึ่งก็คือ นิสัยบริโภคซึ่งนอกจากปลาแล้ว ก็คือถั่วเหลือง ตลอดรวมถึงถั่วชนิดอื่นๆ เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วดำ ฯ มากกว่าชาวอเมริกันทั่วไป
       การศึกษาในสัตว์พบว่าเจนิสติน ซึ่งพบมากในถั่วเหลือง สามารถลดการเติบโตของเนื้องอกต่อมลูกหมากได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนไบโอคานิน เอ (ไอโซฟลาโวนอีกชนิดหนึ่ง) นั้น พบว่าช่วยลดการหลั่งของ PSA ซึ่งถูกกระตุ้นให้หลั่งออกมาโดยฮอร์โมนเทสโตสเตอโรน

      อาหารชนิดไหนที่ควรจะแนะนำให้กับผู้ป่วยมะเร็ง
      คำตอบคือ อาหารจากพืช น่าจะเป็นประเภทแรก เนื่องจากอุดมไปด้วยโปรตีนพืช สารต้านอนุมูลอิสระ ไฟโตเคมิคอล คาร์โบฮัยเดรทเชิงซ้อน วิตามินแร่ธาตุ และกากใย โดยควรลดกลุ่มคาร์โบฮัยเดรท น้ำตาล…ถั่วเหลืองจึงเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ และหากต้องการเนื้อสัตว์จริงๆ เนื้อปลาก็เป็นตัวเลือกของกลุ่ม
      นอกจากป้องกันโรคมะเร็งแล้ว ไฟโตเอสโตรเจนยังช่วยบำรุงผิว ช่วยรักษาระดับความดันเลือด ระดับโคเลสเตอรอล ทำให้ LDL ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลเลว ลดจำนวนลง

       Phytoestrogen ยังสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ช่วยรักษาแคลเซียมในเนื้อกระดูก เพิ่มการดูดซึมแคลเซียม จึงใช้ป้องกันโรคกระดูกพรุน

       โปรตีนถั่วเหลือง เหมาะแก่ผู้มีโคเลสเตอรอล และไขมันสูง แทนการกินเนื้อสัตว์
เมื่อได้โปรตีน โดยปราศจากไขมันและโคเลสเตอรอล ถั่วเหลืองจึงเหมาะแก่ผู้ลดความอ้วน เบาหวาน ไขมันเลือดสูง ความดัน โรคหัวใจ และปวดข้อ โดยถั่วเหลืองให้โปรตีน 52% คาร์โบฮัยเดรท 32% ที่เหลือเป็นเส้นใยอาหาร วิตามินแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์
       การบริโภคเนื้อแดงเป็นประจำเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทางเดินอาหาร…ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาคือ ชาวสิงค์โปรที่ชอบกินเนื้อแดง มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก 2.2 เท่า สมาคมมะเร็งสหรัฐศึกษาชาวอเมริกัน 149,000 คน เป็นเวลากว่า 20 ปี พบว่าผู้ที่กินเนื้อแดง และเนื้อที่ผ่านการแปรรูปเป็นเวลานาน 10 ปี มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่าผู้ที่ไม่ค่อยชอบกินเนื้อถึง 30% และมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายสูงถึง 40%
     โดยนักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า เนื้อแดงทำให้ร่างกายสร้าง 5–N–glycolylneuraminic acid หรือ Neu 5 GC ซึ่งไม่พบในเซลล์มนุษย์   มันจึงเป็นผู้รุกรานที่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
      ขึ้นมาต่อต้านอยู่ตลอดเวลา เป็นสาเหตุก่อโรคเรื้อรัง รวมถึงมะเร็งในที่สุด
อาหารโปรตีนสูง ยังมีแนวโน้มที่เร่งการสูญเสียแคลเซียมออกจากกระดูกด้วย (เพื่อลดสภาวะกรดจากกรดอมิโนโปรตีน) จึงเป็นเหตุหนึ่งของโรคกระดูกพรุน
     โปรตีนจากถั่วเหลือง จึงเหนือกว่าเนื้อสัตว์ติดมัน หรือเนื้อแดง อีกทั้งราคาถูกกว่า

      ประโยชน์ที่ได้
      ภาวะหมดประจำเดือน…ถั่วเหลือง…ใช่เลย ! ก็ไฟโตเอสโตรเจนในถั่วเหลือง ช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ของภาวะหมดประจำเดือน ลดอาการร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง ขนาดที่แนะนำคือ วันละ 60 มก. เทียบเท่าเต้าหู้ 200 มก.
       ป้องกันกระดูกพรุน  วิธีหนึ่งคือ  การกินอาหารที่มีไอโซฟลาโวน
หญิงเอเชียพบภาวะนี้น้อยกว่าชาวตะวันตก ทั้งที่โครงกระดูกเล็กกว่า กินนมและแคลเซียมน้อยกว่า
ผลการศึกษาพบว่า การได้รับไอโซฟลาโวนวันละ 90 มก. จากโปรตีนถั่วเหลือง ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ     กันมะเร็ง ไอโซฟลาโวน ป้องกันการเติบโตของเนื้องอก และขัดขวางการกระตุ้นเซลล์มะเร็งโดยฮอร์โมนเพศ (เช่น เอสโตรเจน และเทสโตสเตอโรน)
      ป้องกันโรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตัน  ป้องกันได้ด้วย ฟลาโวนอยด์อย่างโอพีซี เช่นเดียวกับไอโซฟลาโวนก็ช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็ง มีงานวิจัยพบว่า การได้ไอโซฟลาโวนวันละ 62 มก. จากโปรตีนถั่วเหลือง ช่วยลดแอลดีแอลโคเลสเตอรอลลง 10%
     แล้วน้ำมันถั่วเหลืองล่ะ ! น้ำมันที่สกัดจากถั่วเหลืองมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ซึ่งก็ใช้ในกระบวนการชีวเคมีต่างๆ เช่น ใช้สร้างผนังเซลล์ได้ ความไม่อิ่มตัวทำให้รับออกซิเจน หรือต้านอนุมูลอิสระได้ แต่เมื่อถูกเติมออกซิเจนแล้ว ก็กลายเป็นไขมันอิ่มตัวที่ด้อยคุณภาพ  ยิ่งหากถูกความร้อนรุนแรง ยังอาจแปรสภาพเป็นไขมันทรานส์ได้ จึงไม่สมควรใช้ปรุงร้อน และควรได้สารต้านอนุมูลอิสระอย่างเพียงพอ เพิ่มเติมพร้อมการบริโภคด้วย อีกทั้งการเป็นกรดไขมันสายโมเลกุลยาว ทำให้เกิดการเผาผลาญช้า ไม่กระฉับกระเฉง…ดูเหมือนน้ำมันมะพร้าวจะเหนือกว่าด้วยประการฉะนี้
    ข้อด้อย ในความอร่อยนุ่มลิ้น ของนมถั่วเหลืองทั่วไป
     ความหวาน…ก็เพราะใส่น้ำตาลมาก อันนี้ดูได้ที่ฉลาก
ความมันอร่อยลิ้น มักมากับครีมเทียม หรือเติมไขมัน หรือผสมน้ำนมวัว (นมผง) เข้าไปด้วย
ความนุ่มกลมกล่อมลิ้น เกิดจากการขัดสีผิวบนเมล็ดออกไปหมดจด จนเหลือแต่แป้งถั่วล้วนๆ เปรียบได้กับข้าวขาวที่ขัดสี เปลือกและผิวหุ้มออกไปจนหมด

   จึงควรบดพร้อมผิวหุ้มเมล็ด !
     เพราะสารพืชอันทรงคุณค่า เช่น ไฟโตเอสโตรเจน วิตามินทั้งหลาย ล้วนอยู่ตรงผิวหุ้มเมล็ด ทำนองเดียวกับข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ที่ทรงคุณค่ากว่าข้าวขาว
     อีกข้อดีของถั่วเหลืองบดพร้อมผิวหุ้มเมล็ด ที่สากลิ้น นอกจากสารพืชทั้งหลายแล้ว คือ เพิ่มกากใยอาหารของผิวหุ้มเมล็ด ช่วยการขับถ่าย
      เมื่อดื่มอุ่นๆ ก่อนนอน ช่วยให้หลับสบาย
      ส่วนข้อด้อย ของถั่วเหลืองบดพร้อมผิวหุ้มเมล็ด  คือสากลิ้น ไม่หวาน มัน กลมกล่อม !

********
 ข้อมูลจาก http://www.mmc.co.th

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เห็ดหลินจือแดง




เห็ดหลินจือ
สรรพคุณของเห็ดหลินจือแดง

                                               เรียบเรียงโดย : นพ.นิวัฒน์ ศิตวัฒน์


          สารสำคัญที่พบในเห็ดหลินจือกว่าร้อยชนิด มีสรรพคุณที่สำคัญทางการแพทย์ได้แก่
        1. ฤทธิ์ต้านมะเร็ง โดยการส่งเสริมภูมิคุ้มกัน กระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวสร้างสารต้านมะเร็ง ในญี่ปุ่นมีการใช้เห็ดหลินจือควบคู่กับเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง ช่วยแก้พิษจากรังสี, คีโม เช่น ท้องเสียอักเสบจากการฉายรังสี, เม็ดเลือดขาวต่ำจากคีโม, อาการปวดจากพิษบาดแผล

 Shock Therapy  คืออะไร
       เข้า ใจว่ากลไกการตายของเซลล์มะเร็งแบบที่เรียก Apoptosis คือ เซลล์ตายไปเอง น่าจะเกิดจากเซลล์ช็อคสลบไป (Dormant) …เหตุที่ลดมาก เพราะศักย์ไฟฟ้า (ORP) ลดลงมาก…เหตุที่ลดมากเนื่องจากฤทธิ์ของ e จากวงนอกของ Ge atom
        นักวิจัยพบว่า Ge ในหลินจือมีโครงสร้างพิเศษที่จะดึงซับ e ทำให้ ORP หรือศักย์ไฟฟ้าเปลี่ยนไป…ดูเหมือนว่าไม่มีกลไกนี้ในยาแผนปัจจุบัน
        กลไก กำจัดเซลล์มะเร็งนั้น Ge จะเข้าไปจับคู่กับ e ที่ผลิตออกมาจากผนังเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะในระยะของการแบ่งตัว ทำให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัวไม่ได้
         บางตำราก็อธิบายว่า 4e วงนอกของ Ge atom ไปปรับศักย์ไฟฟ้าที่ผนังเซลล์มะเร็ง ทำให้สนามแม่เหล็กรอบเซลล์มะเร็งอ่อนลง เม็ดเลือดขาวกลืนกินจึงเข้าถึงตัวเซลล์มะเร็งได้
การจะลด e ปรับศักย์ไฟฟ้าก็ต้องใช้ e มากพอสมควร…ก็ต้องใช้ปริมาณ Ge มากพอควร จึงจะต่อสู้กับเซลล์มะเร็งจำนวนมากได้…จึงจะทำให้เซลล์มะเร็งช็อคได้…เป็นคำ ตอบว่าทำไมต้องกินหลินจือสกัดในระยะเริ่มรักษามะเร็งวันละ 60 เม็ด
      คำตอบ คือ ต้องการฤทธิ์แบบ Shock Therapy นั่นเอง

     เมื่อเปรียบเทียบกลไกต้านมะเร็งของแต่ละกลุ่มสารออกฤทธิ์ในหลินจือแล้ว พอจะสรุปได้ว่า
กลูแคนหรือโพลีแซคคาไรด์ เพิ่มความแข็งแกร่งของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น เม็ดเลือดขาวกลืนกินแมค
โครฟาจไตรเตอร์พีนอยด์ ขัดขวางขบวนการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งกำจัดตัวเองตายไปคล้ายยาเคมีบำบัด แต่ปลอดภัยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนOrganic Germanium ใช้ e ปรับศักย์ไฟฟ้าหรือสนามแม่เหล็กที่เซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งช็อคตาย หรืออ่อนแรงจนภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าไปกลืนกินทำลายได้ทั้งไตรเตอร์พีนอยด์ และ Ge ยังเป็นตัวให้ O2 แก่เซลล์หรือช่วยให้เซลล์ประหยัดการใช้ O2มีผลให้มี O2 เหลือใช้ ทำให้ pH เลือดเป็นด่าง อันเป็นภาวะที่เซลล์มะเร็งไม่ชอบเจริญเติบโต
ใช้ขนาดไหน?
      ใน หนังสือหลิงจือกับข้าพเจ้า กล่าวว่า การรักษามะเร็งด้วยหลินจือนั้นต้องกินแบบ Shock therapy คือ เริ่มด้วยขนาดสูง เช่น หลินจือสกัดวันละ 60 เม็ด หรืออย่างน้อย 20 เม็ด/วัน เพื่อผลการปรับศักย์ไฟฟ้า อย่าลืมว่าระดับความปลอดภัยของหลินจือมีสูงมาก
       ส่วนขนาดปกติสำหรับบำรุงร่างกายนั้นน่าจะเป็น 1 แคปซูล พร้อมวิตามินซี 500 มก.
      2. ลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด
      3. ลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมอาการเบาหวาน
      4. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ลดอาการภูมิแพ้ หอบหืด
      5. ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ป้องกันเส้นเลือดอุดตันในสมองและหัวใจ
      6. ยับยั้งเชื้อไวรัสในเซลเพาะเลี้ยง เช่น ไวรัสโรคเอดส์ อีสุกอีใส งูสวัด
      7. บำรุงและป้องกันตับ มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างพังผืดในโรคตับแข็ง ป้องกันตับจากสารพิษ ช่วยให้ใย แผลเป็นอ่อนนิ่มคลายตัว ไม่ไปรัดเส้นเลือดและเนื้อเยื่อตับ อีกทั้งยังกระตุ้นให้ตับสร้างเซลล์ใหม่
รักษาโรคตับอักเสบ สามารถลดค่า SGOT และ SGPT ที่สูงเกินมาตรฐานในเลือด
ช่วยเซลล์ตับฟื้นฟูสภาพตับเป็นไขมัน (fatty liver)
     8. ผ่อนคลายระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ช่วยให้นอนหลับสนิท
     9. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส
อย่า ลืมว่า กลูแคนในหลินจือแบบทา ยังช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเฉพาะที่ เมื่อผสานกับการได้สารอาหารโดยรับประทาน น่าจะเสริมแรงแข็งขันในการช่วยให้ผิวเนียน สดใส ชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่นอีกด้วย
     10. จากทฤษฏีประหยัดออกซิเจน ใช้แก้โรคป่วยบนที่สูง…หูอื้อ..อึด

 ทฤษฎีประหยัดออกซิเจน
          การมีสารที่ช่วยทำหน้าที่แทน O2 ในการทำความสะอาดขจัดของเสีย ไฮโดรเจนในร่างกาย ยังผลให้ความต้องการที่จะใช้ O2 ของร่างกายลดน้อยลง
       ในขณะเดียวกันก็มีการให้ O2 (O2Supply) เพื่อจะใช้เป็นเชื้อเพลิงเพิ่มมากขึ้น
ผลพลอยได้ คือ ทำให้ O2 สำรองในเนื้อเยื่อ (Tissue Oxygen reserve ) มีมากขึ้นด้วย
แล้ว หลินจือช่วยได้อย่างไร?…พบว่าเยอมาเนียม เป็นธาตุที่ทำปฎิกิริยากับ Hydrogen แล้วขจัดมันออกจากร่างกายได้…ความหมายคือ Geในหลินจือขจัดของเสีย H2 แทนO2 ได้ ทำให้มี O2เหลือใช้ถึง 30%
      ผลจากการนี้ทำให้อธิบายได้ ว่าทำไมหลินจือช่วยรักษาโรคหัวใจล้มเหลว เส้นเลือดหัวใจตีบ ถุงลมโป่งพอง อาการป่วยบนที่สูง หรือทุกโรคที่สาเหตุจากการขาด O2
        Ge ยังเป็นตัวกระตุ้นให้เม็ดเลือดแดง รับออกซิเจนได้มากกว่าเดิม อย่างน้อย 1.5 เท่า ทำให้เลือดและเซลล์มี O2 เพิ่มขึ้น
       ปกติอาหารที่ถูกสันดาปหรือเผาผลาญ ล้วนก่อประจุบวกของ H ทำให้เลือดมีภาวะเป็นกรด ซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์ปกติ
       หาก ได้ O2 หรือ Mg มาทำปฎิกิริยาประจุบวกของ H ® น้ำ (H2O) ซึ่งไม่เป็นพิษ Ge จะช่วย O จับกับประจุบวก H สร้างความสมดุลไฟฟ้า กับขจัดภาวะเป็นกรดออกไป ทำให้เลือดมี O คงเหลือเป็นจำนวนมาก ที่จะใช้บำรุงเซลล์ และต่อต้านเซลล์มะเร็ง ซึ่งเราทราบว่า เซลล์มะเร็งไม่ชอบ O2 คือไม่ชอบเติบโตในที่ที่มี O2 หรือที่ดร.วอร์เบิก สรุปว่า การขาดออกซิเจนในระดับเซลล์ เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง
       11. ช่วยรักษาโรคไตเรื้อรังบางชนิด โดยฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของไตให้ดีขึ้น จากฤทธิ์สลายใยแผลเป็น (fibrosis scar)
       ฤทธิ์ต้านพังผืดหดยึด ช่วยให้เซลล์ไตดีขึ้น อันนี้มีรายงานของรศ.พญ.นริสา ฟูตระกูล แห่งคณะแพทย์จุฬา ส่งฤทธิ์เสริมบำรุงไต โดยสามารถลดปริมาณไข่ขาวรั่ว ในโรคไตเรื้อรังอย่างมีนัยยะสำคัญ แตกต่างไปจากการรักษาทั่วไปที่ทำได้ดีที่สุด แค่ชะลอการตายของเนื้อไปให้ช้าลงเท่านั้น
หลายรายมีผลช่วยลดอัตรา การล้างไต หรือเลิกล้างไตได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องร่วมกับการควบคุมอาหารพิษประจำวัน เช่น โปรตีน ไขมัน น้ำตาล กรดต่างๆ ด้วย
     ทฤษฎีใยแผลเป็น นพ.บรรเจิด ตันติวิท บรรยายไว้ว่า เมื่ออวัยวะหรือเนื้อเยื่อถูกทำลาย ด้วยการบาดเจ็บอักเสบ สารพิษหรือการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย ก็จะถูกซ่อมแซมด้วยเส้นใย หรือ fibrous tissue ยังผลให้เกิดเป็นแผลเป็น (scar) ซึ่งบางครั้งใยแผลเป็น ทำให้เกิดปัญหามากมายต่อการทำงานของร่างกาย หลิงจือสามารถช่วยละลายเส้นใย ทำให้ใยแผลเป็นอ่อนนิ่มและหดตัวเล็กลง จึงมีศักยภาพสูงที่จะใช้ในการรักษาโรคหลายโรคที่มีสาเหตุจากใยแผลเป็น
       คำว่า ใยแผลเป็นหรือ fibrous scar บางตำราอาจเรียกว่า พังผืดหดยึด หรือการเกิดพังผืดรัดภายหลัง การเกิดบาดแผล เป็นต้น
      เมื่อ เกิดการอักเสบหรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุไฟไหม้ หรือฉายแสงรังสี เซลล์หรือเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายจะไม่งอกใหม่ ร่างกายจะนำเส้นใยมาซ่อมแซม ผลก็คือ เป็นแผลเป็น
ภายในร่างกายก็มีแผลเกิดได้ ไม่ว่าที่กล้ามเนื้อ ตับ ไต สมอง ฯลฯ
      ใย แผลเป็นยิ่งนานก็จะยิ่งแข็งและหดตัว เกิดการรัด ดึง เบียด บีบให้เนื้อเยื่อดีๆ เสียรูปทรงได้ จนทำให้อวัยวะไม่สามารถทำงานตามปกติได้ เช่นที่ลำไส้ก็อาจดึงรั้งจนอุดตัน ที่สมองก็อาจทำให้เป็นลมชักได้
    ยา แก้มีไหม…อย่างหนึ่ง คือ สเตียรอยด์ ตัวอย่างที่ใช้ฉีดเข้าไปในแผลเป็นนูน Keloid แต่แผลภายในร่างกายจะฉีดสเตียรอยด์เข้าไปได้อย่างไร…ถ้าใช้การกินก็ต้องใช้ ขนาดสูง ผลคือ พิษต่อระบบต่างๆ ของร่างกายกลายเป็นเสียมากกว่าได้

     สเตียรอยด์ ธรรมชาติจึงเป็นคำตอบ…
     หลิน จือสกัดจึงเป็นคำตอบ เพราะหลินจือมี สเตียรอยด์ธรรมชาติ เป็นสารสมุนไพรระดับดีหนึ่ง ซึ่งไม่พบพิษข้างเคียงเหมือนสเตียรอยด์สังเคราะห์
      ปัญหาหมอนรองกระดูกแตก แล้วเกิดใยแผลเป็นดึงรั้งกระดูก หรือเส้นรอบบริเวณไปกดบีบรัดเส้นประสาท ก็ผ่อนคลายได้ด้วยทฤษฎีใยแผลเป็น
      จึงเป็นทฤษฎีที่อธิบายกลไกว่า ผลจากหมอนรองกระดูกแตกกดทับเส้นประสาททุเลาขึ้นได้ ด้วยหลินจือสกัด

      ปัญหา ถุงลมโป่งพอง โรคแห่งความเสื่อมที่เกิดจากมลพิษบุหรี่ จนเกิดใยแผลเป็นเต็มปอด ทางแพทย์อาจแก้อาการด้วยสเตียรอยด์ หลินจือจึงช่วยได้ทั้งโดยทฤษฎีใยแผลเป็น และทฤษฎีประหยัดออกซิเจน

       ในคศ.1995 คณะแพทย์ม.โอ๊คแลนด์ ได้รายงานว่า Ge ชะลอการเกิดต้อกระจก(cataract ) อีกด้วย
จับ โลหะหนัก สิ่งที่เป็นความหวังนอกเหนือจากกรดแอลฟาไลโปอิคแล้ว Ge ก็มีคุณสมบัติกำจัดโลหะหนักเป็นพิษ (Chelation) เช่น โรคปรอทเป็นพิษ

       ที่มาของความรู้นี้มาจากความที่เกรงว่า Ge จะก่อพิษ เนื่องจากเป็นธาตุที่เราไม่คุ้นเคย จึงมีการทดสอบการเกิดพิษในหนู โดยใช้ขนาดความเข้มข้นสูงกว่าที่มีในเห็ดหลินจือ 1000 เท่า ผลปรากฎว่า นอกจากไม่เป็นพิษแล้ว ยังช่วยกำจัดพิษด้วย โดยออกซิเจนรอบสารเยอมาเนียมจะพาธาตุโลหะที่เป็นพิษ เช่น แคดเมียม ปรอท และสารก่อมะเร็งอย่างอื่นไปกำจัดทิ้งพร้อมกับสารเยอมาเนียมส่วนเกิน ร่างกายจึงปลอดภัยต่อการตกค้างของโลหะหนัก

        ทำไมรักษาได้หลากหลายโรค?
       เมื่อคิดถึงเบต้าแคโรทีน ที่มีการสังเคราะห์นำเบต้าแคโรทีนเดี่ยวๆ ไปทดลองรักษาโรคแล้วไม่ได้ผล กลับเป็นพิษภัย เนื่องจากไม่ได้สารพืชทั้งทีม
      ก็มาถึง หลินจือสกัด โชคดีที่สารสกัดหลินจือได้ออกมาเป็นทีม ไม่ใช่สารเดี่ยว ดังที่กล่าวว่าพบถึงกว่า 252 ชนิด
    การที่สารออกฤทธิ์หลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่กลูแคน ไตรเตอร์พีนอยด์ สเตียรอยด์พืช SOD อดีโนซีน ตลอดจนเยอมาเนียม ทำให้ทีมงานออกฤทธิ์ค่อนข้างครอบจักรวาล ได้อย่างน่าอัศจรรย์ในผลิตผลแห่งธรรมชาตินี้
    Adaptogen ของGe และสเตียรอยด์ธรรมชาติในหลินจือ ยังช่วยในโรคภูมิเพี้ยน เช่น SLE, โคร์น (crohn’s disease) ลำไส้อักเสบ ถ่ายเป็นเลือด โรคหนังแข็งที่มีอาการผิวหนังหนาตึง หดรัดใบหน้า จนเกิดลักษณะปากเล็กจมูกหดผิวหนังเป็นสีดำคล้ำ เป็นต้น ตลอดจนอาการหูอื้อ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่, มือสั่น เดินส่าย กัดปากตัวเอง

     ผู้ใดควรใช้เห็ดหลินจือแดง
     จากสรรพคุณที่มีมากมายทั้งในด้านป้องกันและบำบัดรักษา เห็ดหลินจือแดงจึงเหมาะกับโรคของผู้สูงอายุและวัยก่อนสูงอายุมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดอุดตันในสมองและหัวใจ ไขมันในเลือดสูง โรคมะเร็ง โรคภูมิแพ้ หอบหืด อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ โรคไตเรื้อรัง โรคตับอักเสบ รวมทั้งใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ ชะลอความแก่

      เห็ดหลินจือแดงจากธรรมชาติกับจากโรงเพาะเลี้ยง
      ในสมัยก่อน เห็ดหลินจือจะมีอยู่แต่ในธรรมชาติตามป่าหรือตามเขา แต่ปัจจุบันสามารถปลูกได้ในโรงเพาะเลี้ยง ภายใต้การควบคุมสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเจริญเติบโตทั้งอุณหภูมิ แสงแดด และความชื้น จึงทำให้สามารถรักษาสรรพคุณและตัวยาไว้ได้อย่างครบถ้วน รวมทั้งเก็บเกี่ยวเมื่อดอกเจริญเติบโตเต็มที่ได้ ส่วนเห็ดหลินจือที่โตตามธรรมชาติอาจไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มีแมลงสัตว์กัดแทะหรือขึ้นรา จึงมักมีคุณภาพและสารสำคัญด้อยกว่าเห็ดเพาะเลี้ยง

    รูปแบบของเห็ดหลินจือแดงที่ใช้รับประทาน
     เห็ดหลินจือสามารถนำมาบริโภคได้หลายรูปแบบ คือ
     1. ยาต้มแบบโบราณ โดยนำเห็ดหลินจือแห้งที่ฝานแล้วใส่หม้อต้มและเคี่ยว แล้วเอาน้ำมาดื่ม วิธีนี้อาจจะยุ่งยากและไม่สะดวก
      2. เนื้อเห็ดหลินจือบดเป็นผงบรรจุแคปซูล
     - หากไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อหรือเก็บไม่ถูกวิธี อาจทำให้มีเชื้อราปนเปื้อนได้
    - วิธีนี้จะมีความเข้มข้นน้อยกว่าแบบสารสกัด และดูดซึมได้ยากกว่า
    3. สารสกัดจากเห็ดหลินจือบรรจุแคปซูล เป็นวิธีที่ดีที่สุด
     - ได้สารสกัดที่เข้มข้นและรักษาสรรพคุณของสารได้ดีกว่า
     - ดูดซึมและออกฤทธิ์ได้ดีกว่า
    - มีมาตรฐานการผลิตที่สะอาด ปลอดภัย

     ปัจจุบันมักนิยมบริโภคแบบเม็ดแคปซูล เพราะสะดวกและ   พกพาได้ แต่ควรเลือกชนิดที่เป็นสารสกัดจากเห็ดหลินจือเท่านั้น 

      กินตอนไหนดี
     เวลา ที่เหมาะสม คือ ตอนเช้าขณะท้องว่าง ดื่มน้ำมากๆ การมีวิตามินซีร่วมด้วย จะช่วยเพิ่มสรรพคุณ หากลืมก็ใช้เวลาอื่นได้ แต่ให้งดใช้ในผู้ที่ต้องกินยากดภูมิต้านทาน เช่น เป็น SLE หรือผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะอยู่
      ควรเริ่มอย่างช้าตั้งแต่อายุ 30 ปี เป็นต้นไป เนื่องจากต่อมไทมัส ซึ่งสร้างภูมิต้านทานเริ่มชะลอการทำงาน

    ผลข้างเคียงมีไหม
    เมื่อเริ่มกินใหม่ ๆ บางคนอาจมีอาการท้องเสีย ซึ่งอธิบายว่าเป็นเสมือนการขับสารพิษออกจากร่างกาย มักเป็นอยู่ 2-3 วันก็หาย
      ความ รู้สึกผิดปกติที่อาจพบในผู้บริโภคครั้งแรก คือ ไข้ ไม่สบาย อธิบายว่า Ge ซึ่งละลายน้ำ จะพาสารพิษออกทางปัสสาวะในช่วง Detox นี้ อาจพบว่า 3% ของผู้ใช้มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง นอนไม่หลับ อาจรู้สึกเหมือนเป็นไข้ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าตื่นกลัว เพราะเป็นตัวชี้บ่งว่าการรักษามาถูกทาง เพราะเป็นสัญญาณของการหายป่วย จากการที่ Ge ทำให้อัตราเผาผลาญเพิ่ม ทำนองเดียวกับการกินกระเทียมหรือโสม แล้วร้อนวูบวาบ
       นอก จากนี้อาจมีอาการอื่น ๆ เช่น เวียนศีรษะ ปวดเมื่อย คันตามผิวหนัง ปัสสาวะบ่อย วูบวาบ อาการเหล่านี้เกิดเนื่องจากเห็ดหลินจือช่วยขับสารพิษต่าง ๆ ที่สะสมอยู่ให้ออกทางระบบขับถ่ายทุกระบบของร่างกาย เช่นปัสสาวะ อุจจาระ ผิวหนัง เหงื่อ เป็นต้น มักมีอาการไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ ไม่จำเป็นต้องหยุดกิน แต่ควรดื่มน้ำมาก ๆ
      ในด้านความเป็นพิษ พบว่าเห็ดหลินจือมีความปลอดภัย ไม่มีอันตรายจากการรับประทานนาน ๆ
จากข้อมูลของแต่ละกลุ่มสารสำคัญที่กล่าวมาแล้ว จากการใช้มากว่า 2000 ปี…จากการได้รับการยอมรับกว้างขวางมากขึ้น จนเป็นสากล…แม้กระทั่ง Ge ที่มากเกินยังกลายเป็นคุณในการขับโลหะหนัก คุณสมบัติ Adaptogen ก็คือตัวปรับสมดุลธรรมชาติ ทำให้หลินจือถูกจัดอันดับเป็นสมุนไพรประเภทดี 1
    ดี 1หมายถึง มีสรรพคุณที่ระบุหนึ่ง ใช้ขนาดสูงได้โดยปลอดภัยหนึ่ง ใช้เป็นระยะยาวนานได้อีก 1 เทียบได้กับยากลุ่มวิตามิน เมลาโทนินและโสม
    ดี 2 หรือปานกลาง หมายถึง มีสรรพคุณรักษาโรคเฉพาะได้ แต่หากใช้ระยะยาวอาจมีพิษสะสม เช่น กลุ่มยาปฎิชีวนะ
    ดี 3 หมายถึง มีทั้งสรรพคุณและพิษในเวลาเดียวกัน เช่น ยารักษามะเร็งกลุ่มคีโม
น่าเสียดายที่เขาห้ามเมลาโทนินเป็นเสริมอาหารในเมืองไทย
    Ge ละลายน้ำถูกขับออกทางปัสสาวะ จึงไม่เกิดการตกค้างสะสม มีงานวิจัยที่ทำอย่างมีมาตรฐาน ซึ่งยึดแนวทางของกระทรวงสวัสดิการประเทศญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัดยืนยันว่า Ge 132 มีความปลอดภัย ถึงแม้จะบริโภคสูงถึงวันละ 10 กรัม ก็ไม่พบอันตราย ไม่เป็นพิษและไม่รบกวนระบบสืบพันธุ์
       โดยสรุป
        เห็ด หลินจือจัดเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าสูง มีผลทางการรักษาโรคหลายชนิดและบรรเทาอาการของโรคได้มากมาย มีการค้นคว้าวิจัยทั้งในด้านเภสัชวิทยา การทดลอง และการศึกษาทางคลินิกจนแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ต่างก็ยอมรับในคุณค่า จึงไม่เป็นที่สงสัยว่าเหตุใดเห็ดหลินจือจึงคงความเป็นอมตะและมีผู้นิยมใช้ กันมานานกว่า 2000 ปีจวบจนถึงปัจจุบัน
**********